7 ม.ค. 69 – “กัณวีร์” ลุยปราศรัยเชียงราย พูดน้อยต่อยหนัก พร้อมนั่งนายกฯ รับใช้ประชาชน ชี้ความดีคนเหนือไม่ควรถูกทำร้ายจากผู้แทนที่ไม่เคยหันกลับมามอง อ้อนเลือก “พันธวัช” เข้าสภาฯ แก้ปัญหาราคาลำไยตก

นายกัณวีร์ สืบแสง หัวหน้าพรรคพลวัต พร้อมด้วยนายอภิสิทธิ์ ไล่ศัตรูไกล ประธานยุทธศาสตร์และนโยบาย และนายพันธวัช ภูผาพันธกานต์ ผู้สมัคร สส.เชียงราย เขต 5 ขึ้นเวทีปราศรัยที่อำเภอเทิง จังหวัดเชียงราย ซึ่งมีชาวบ้านร่วมเวทีปราศรัยกว่า 600 คน โดยทันทีที่นายกัณวีร์ เดินทางมาถึงเวทีปราศรัย ชาวบ้านต่างพากันคล้องมาลัยดาวเรือง และกล่าวต้อนรับอย่างอบอุ่น
นายกัณวีร์ กล่าวว่า ตนเองเป็นคนพูดน้อยต่อยหนักแต่ในสภาฯ ต่อยแต่ละหมัดแล้วร่วงทุกคน ท่านเบื่อหรือไม่ ที่ไม่มีสิทธิ์ที่ดินทำกิน น้ำท่วมตลอดเวลา PM 2.5 ราคาลำไยทำให้เราจน ถ้าเบื่อขอให้เลือกนายพันธวัช จะไม่ทำให้ใครผิดหวัง
“ผมพูดน้อยแต่ต่อยหนัก ขอให้คำมั่นว่าหากเลือกพลวัตเข้าสภาฯ และหากนายกัณวีร์ สามารถเป็นนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนถัดไปได้ ไม่ใช่แค่พ่อแม่พี่น้องจังหวัดเชียงราย พ่อแม่พี่น้องทั้งประเทศจะกลับมายืนด้วยตนเองได้ พรรคพลวัตพร้อมเป็นผู้รับใช้พี่น้องประชาชนทั่วประเทศไทย”
นายกัณวีร์ กล่าวต่อว่า พรรคพลวัตไม่ใช่คนใหญ่คนโตแต่เป็นคนทำงานทั่วทุกสารทิศทั้งในไทยและต่างประเทศ เรามองว่ามนุษย์เป็นมนุษย์ มีชีวิตจิตใจที่เข้าถึงสิทธิ์ต่าง ๆ ได้ ตนเองรู้ความลับว่าคนเหนือใจดี ใจดีแต๊ ๆ มีปัญหาอะไรเกิดขึ้นในอดีต เราก็ต๊ะตึงนอย ความดีไม่ควรถูกทำร้ายโดยผู้แทนราษฎรเป็น 10 ปี โดยไม่หันกลับมามองพวกท่าน ความใจดีของทุกคนไม่สมควรจะไม่ได้รับความเคารพ ความใจดีของทุกคนควรนำไปให้คนที่ทำงานอย่างแท้จริง
“ตั้งแต่ผมเป็นนักการเมืองมาไม่เคยผิดคำสัตย์ ผมจะทำงานเพื่อพี่น้องประชาชนตลอดไป ผมในฐานะหัวหน้าพรรคพลวัตมายืนต่อหน้าพวกท่านเพื่อแสดงเจตจำนงทางการเมืองว่าเป็นผู้รับใช้เข้าไปในสภาฯ เพื่อนำความเจริญมายังพี่น้องชาวเทิง” นายกัณวีร์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า ตลอด 2 ปี 6 เดือนในสภาฯ ตนเอง นายกัณวีร์ และนายสุรพันธ์ ไวยากรณ์ อดีต สส.พรรคประชาชน ในฐานะผู้สมัคร สส.นนทบุรี เขต 1 พรรคพลวัต นั่งติดกันจนคุยกันทุกวัน คนหนึ่งทำงานต่างประเทศ คนหนึ่งทำด้านพลังงาน คนหนึ่งทำด้านเศรษฐกิจสร้างสรรค์ เรายกมือให้กับ พ.ร.บ.คุ้มครองและส่งเสริมวิถีชีวิตกลุ่มชาติพันธุ์ พ.ศ. 2568 และตนเองผลักดันร่าง พ.ร.บ.ภาพยนตร์ พ.ศ. …. ด้วยตนเองตั้งใจมาทำงานกับพรรคพลวัตเพื่อเปลี่ยนเป้าหมายมาทำเรื่องเศรษฐกิจชุมชน นำ 2 เรื่องมารวมกันก็คือ ประวัติศาสตร์และประเพณีท้องถิ่นเจียระไนกับความคิดสร้างสรรค์ที่ทุกคนมีอยู่แล้ว ยกตัวอย่าง น้ำพริกอ่อง น้ำพริกหนุ่มถุงละ 15-20 บาท วันหนึ่งไปขายร้านแถวอำเภอขายได้ 25 บาท เข้าร้านอาหารกลายเป็น 40 บาท เข้าไปในกรุงเทพฯ เป็นถ้วยละ 250 บาท ไปอยู่ที่ลอนดอนกลายเป็น 400 บาท พริกเดิม น้ำปลาเดิม กระเทียมเดิม เพราะเรามีวิธีการเล่าเรื่องใหม่และใช้เทคโนโลยีให้เป็นประโยชน์
ด้านนายพันธวัช ประกาศแก้ปัญหาราคาลำไยตกต่ำ 3 ปีที่ผ่านมาแม้จะเป็น สส.สอบตก แต่ตนเองลงพื้นที่ รับฟังปัญหาพี่น้องชาวสวนลำไยตลอดเวลา ถึงเวลาที่เราจะปลดแอกจากปัญหานี้ ไม่ต้องหวัง สส.คนปัจจุบันให้มาแก้ปัญหา เพราะหากแก้ปัญหาได้คงทำนานแล้ว ทุกอย่างที่ตนเองเคยทำมาจะไม่หยุดจนกว่าจะแก้ปัญหานั้นได้ อยากให้ทุกคนมั่นใจว่าอาจารย์เอกคนนี้คือคนที่ทำงาน “ไผบ่ยะก๋าน อ้ายเอกมันตึงยะ” เป็นคำที่ชาวบ้านบอกกับตนเองระหว่างลงพื้นที่จนกลายเป็นสโลแกนประจำตัว

