7 ม.ค. 69 – “รองฯ เต่า” ย้ำคดี “รองฯ โจ๊ก” อยู่ในมือ ป.ป.ช. เปิดทางทุกพยานให้ถ้อยคำ ชี้ส่งสำนวนเร็วกันข้อครหา รับ “พ.ต.อ.ภาคภูมิ” เครียดคิดสั้นแต่ตัดสินใจสู้ เผยพยานใกล้ชิดทยอยให้ข้อมูล ลั่นทำงานไม่มีอคติ พร้อมส่งหลักฐานเพิ่มต่อเนื่อง เชื่อมั่น ป.ป.ช. เป็นที่พึ่งประชาชน
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ปานแก้ว รอง ผบช.ก. เปิดเผยความคืบหน้าหลังจากส่งสำนวนคดี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ หักพาล อดีตรองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ติดสินบนเจ้าหน้าที่ ป.ป.ช. ให้กับ ป.ป.ช. พิจารณา ว่า ตอนนี้หากมีพยานรายใดในคดี หรือใครจะมายื่นสำนวน สำนวนมันอยู่ที่ ป.ป.ช. แล้ว ไม่รู้ว่า ป.ป.ช. จะส่งกลับมาให้เราทำหรือไม่ ถ้ายื่นกลับมา เราก็จะรับเอกสาร แล้วก็ยื่นต่อให้ ป.ป.ช. หรือถ้าใครจะเข้ามาให้การ ก็ทำได้โดยการสอบไว้เป็นพยาน เป็นผู้ให้ถ้อยคำ แล้วก็จะต้องส่งไปยัง ป.ป.ช. พร้อมทั้งส่งพยานหลักฐานที่ได้มาทั้งหมดที่ได้มาเพิ่มเติม ส่งต่อไปเรื่อย ๆ ยืนยันว่าทำงานอยู่ตลอด
พร้อมย้ำว่าขณะนี้ทางตำรวจ ทำได้เพียงแค่รอและได้รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้นไปแล้ว และก็รวบรวมพยานหลักฐานที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติม ส่งต่อไปให้ ป.ป.ช. ส่วนสาเหตุที่ส่งเรื่องไปเร็ว ก็เพราะว่ามันเป็นเรื่องละเอียดอ่อน เกี่ยวข้องกับข้าราชการชั้นสูงของ ป.ป.ช. ตามหลักตำรวจ ก็ต้องเอาหลังพิงฝาไว้ก่อน หลังจากนั้นก็ต้องให้ ป.ป.ช. เป็นคนชี้แจงมาเลย ว่าสามารถทำอะไรได้บ้างตามขั้นตอน เพราะเกรงจะมาหาว่าเราไม่มีอำนาจ เพราะฉะนั้นทาง ป.ป.ช. อยู่ระหว่างพิจารณาและแจงมาอย่างละเอียด เพราะว่าคดีแบบนี้ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน โดยเฉพาะเจ้าที่ชั้นผู้ใหญ่ของ ป.ป.ช. ถูกกล่าวหา
เมื่อถามว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ได้ติดต่อเข้ามาให้ถ้อยคำเพิ่มเติมกับทางตำรวจหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ท่านจะเข้ามาให้ถ้อยคำหรือจะมีพยานหลักฐานอะไรมาส่งมอบให้ หรือจะให้ปากคำ ยินดีที่จะสอบสวนและส่งรายละเอียดต่างๆ ไปให้ ป.ป.ช. ยืนยันพร้อมให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย
เมื่อถามย้ำว่า พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ท่าทีเงียบ ๆ ไปหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า “ก็ไม่เงียบนะ ก็ให้ของขวัญปีใหม่มาทีนึงแล้ว ซึ่งหลังจากเมื่อวานเขาก็ไม่ได้ติดต่อผม เขาคงต้องติดต่อพนักงานสอบสวนหรือท่านผู้การ ปปป. เบื้องต้นก็ยังไม่ได้รับรายงานว่าติดต่อเข้ามาบ้างหรือไม่”
“ส่วนพยานอื่น ๆ ในคดี เท่าที่ทราบมา เขาน่าจะเข้ามาให้ข้อเท็จจริง เพราะพวกเขาอยู่รับใช้อดีตผู้บังคับบัญชา อยู่ทำงานมานาน วันนี้เป็นเรื่องที่ท่านต้องแสดงความกล้าหาญ ในการออกมาพูดความจริงให้สังคมได้รับรู้รับทราบ ความจริงเท่านั้นที่จะทำให้ท่านรอดพ้นจากการดำเนินการครั้งนี้ สุดท้ายท่านจะมีความผิด ได้ถูกลดโทษ หรือท่านจะถูกกันไว้เป็นพยาน เราจะพิจารณาและให้ความเป็นธรรมทุกฝ่าย ไม่ต้องกลัว พวกเราไม่มีอคติกับใครเลย ขอให้ความมั่นใจ” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
เมื่อถามถึงมติ ป.ป.ช. ให้กรรมการ ป.ป.ช. ที่ถูกกล่าวหา พ้นจากหน้าที่ความรับผิดชอบการกำกับดูแลสำนักไต่สวนการทุจริตภาครัฐ 1 และสำนักตรวจสอบทรัพย์สินภาครัฐและรัฐวิสาหกิจ 1 ซึ่งรับผิดชอบเกี่ยวกับคดีดังกล่าวแล้วนั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ระบุว่า ก็เป็นเรื่องที่เรายื่นคัดค้านและคณะกรรมการ ป.ป.ช. ท่านเห็นด้วยในเรื่องนี้ ซึ่งก็มีการสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งหน้าที่ ก็คิดว่าเป็นผลดีต่อการดำเนินการเรื่องสำนวนอะไรต่าง ๆ ตนเองเชื่อว่าคณะกรรมการ ป.ป.ช. เป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ เป็นคนที่เราเคารพนับถือ เราเชื่อมั่นใน ป.ป.ช. เพราะตนเองและทีมงานหลายคน เราเคยทำงานร่วมกันมา รวมทั้งสำนวนต่าง ๆ เราก็มีความไว้วางใจในเรื่องของการทำงาน เพราะฉะนั้นเราเชื่อว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องของปัจเจกบุคคล องค์การการปราบทุจริตของ ป.ป.ช. จะเป็นที่พึ่งของพี่น้องประชาชนอยู่
ส่วนวันนี้จะมีการเปิดคลิปเพิ่มหรือไม่ พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ตอบว่า ขอดูผู้บังคับบัญชาก่อน เพราะเรื่องนี้มีคำสั่งใหญ่ คือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เราแค่รับสำนวน เพราะฉะนั้นเรื่องของการที่จะแถลงหรือมีคลิปเพิ่ม ขอให้เป็นเรื่องของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยืนยันไม่กดกัน เพราะชุดสืบสวน เราต้องการให้สังคมรับรู้รับทราบว่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตามคลิปเมื่อวานนี้เป็นเรื่องจริง ไม่งั้นมันจะคลุมเครือ จะหาว่าเราไปกลั่นแกล้งหรืออะไร เรื่องนี้ต้องยอมรับว่าคนใกล้ชิดตัวท่านเดินเข้ามาเอง ไม่ใช่ว่าเราไปเรียกหรือไปกล่อมอะไรมา เรารู้ครั้งแรกก็ยังตกใจว่าเป็นแบบนั้นหรอ แต่ต้องยอมรับความกล้าหาญของพันตำรวจเอกภาคภูมิ ถือว่าเป็นพี่ใหญ่ที่เป็นมือไม้ในการทำงาน เขากล้าหาญเรื่องนี้ กล้าที่จะพูดความจริง
“ขอแก้ข่าวคนที่เกือบจะคิดสั้น ไม่ใช่พ่อของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ แต่เป็นเจ้าตัวที่เครียดมาก พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ เป็นคนสร้างทุกเรื่องขึ้นมา ซึ่งตัวเขาไม่เกี่ยวข้อง แต่มันทำให้ครอบครัวเขาได้รับผลกระทบและครอบครัวเป็นข้าราชการตำรวจด้วย พ.ต.อ.ภาคภูมิจึงกลุ้มใจและไม่สบายใจ เขามองว่าเขาทำให้ครอบครัวเดือดร้อน เขาก็เลยมีความคิดเหมือนอยากฆ่าตัวตาย ไม่ใช่พ่อแม่ แต่ด้วยตัวเขาเอง วันนี้เขาเลนตัดสินใจออกมาสู้กับความเป็นจริงดีกว่า ถึงแม้เขาจะถูกดำเนินคดีหรือติดคุก เขาก็พร้อมรับสภาพ ต้องยอมรับว่าหัวใจของพันตำรวจเอกภาคภูมิเข้มแข็งพอ เป็นสุภาพบุรุษและน่าชื่นชม” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าว
ส่วนล่าสุดที่ พ.ต.ท.เขมรินทร์ น้องชายของ พ.ต.อ.ภาคภูมิ ที่ออกมาโพสต์ความจริง 10 ประการ เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ นั้น พล.ต.ต.จรูญเกียรติ บอกว่า ก็เป็นเรื่องของพยานแต่ละคน ทุกคนที่เข้ามาเราก็สอบไว้หมด เพราะฉะนั้นให้ตัวเขาพูดดีกว่า ถ้าตัวผมพูดไปมันจะไม่ใช่ข้อเท็จจริง ผมว่ามันมีอะไรที่ได้ยินจากปากเขาและน่าจะมีเรื่องตื่นเต้นมากกว่าที่ผมจะพูดเอง เขามีเรื่องตื่นเต้นอยู่แล้ว เขาอยู่ด้วยกันนาน
พล.ต.ต.จรูญเกียรติ ยังระบุถึงกรณี พล.ต.อ.สุรเชษฐ์ ไปร้องทุกข์กล่าวโทษดำเนินคดีกับตัวเองที่ สน.พหลโยธินด้วยว่า เป็นเรื่องปกติที่ต้องเจอเรื่องนี้ ยืนยันเรายังไม่แจ้งข้อกล่าวหา เพราะมันอยู่ในขั้นตอนของเขามาร้องทุกข์แจ้งความ เราก็รวบรวมพยานหลักฐานเบื้องต้น เพื่อส่งเรื่องนี้ไปที่ ป.ป.ช. เพราะเราเห็นเป็นเรื่องใหญ่ ถ้า ป.ป.ช. ส่งกลับมา เราก็ต้องไปสอบหาพยานต่าง ๆ อีกว่า พ.ต.อ.ภาคภูมิเกี่ยวข้องกับคดี มีความผิดหรือไม่ ถ้ามีความผิด เราก็ต้องแจ้งข้อกล่าวหา เราไม่ละเว้น ส่วนจะกันไว้เป็นพยานหรือไม่ อยู่ที่คณะพนักงานสอบสวน เราคิดเองไม่ได้ เราต้องรู้อยู่อย่างว่าเรื่องนี้เรากำลังตามจากคนที่ไม่ทิ้งร่องรอย แต่เราโชคดีที่เราได้คนรอบตัว คนที่รู้เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเข้ามาเป็นพยาน นี่คือพยานหลักฐานหนึ่งที่สำคัญ แต่พยานหลักฐานพวกนี้ มันต้องผสมกับพยานหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ที่เรามีอยู่ และต้องสอดคล้องกัน มันถึงจะเป็นพยานหลักฐานที่มีน้ำหนัก รวมทั้งทองมีที่มาที่ไปจริง ซื้อมาจากตรงไหน ไปให้ใคร ส่งให้ใคร ถึงมือใคร รถเป็นรถของใคร มีพยานรู้เห็นในวันนั้นหรือไม่
“เขาไม่เคยทิ้งหลักฐานไว้ แม้กระทั่งการจับกุม เขาจะสั่งอย่างเดียว เพราะฉะนั้นรายงานการสืบสวนทั้งหมด ผมว่าพวกเราละเอียด พวกเราก็ต้องเอาเรื่องทั้งหมดที่เขาทำ แต่เขาไม่อยู่ เขาเป็นคนแบบนี้ เขาไร้ร่องรอย ไม่มีตัวตน ยังคิดเล่น ๆ อยู่เลยว่าเรามาตามจับผีหรอ” พล.ต.ต.จรูญเกียรติ กล่าวทิ้งท้าย

