จากครัวเรือนไทยสู่ตำราพฤกษศาสตร์ “กระชาย” ไม่ได้เป็นเพียงเครื่องเทศคู่สำรับ แต่คือไม้ล้มลุกทรงคุณค่าที่สะท้อนความหลากหลายของธรรมชาติ วัฒนธรรม และภูมิปัญญาท้องถิ่นในเอเชียเขตร้อน

กระชาย : มากกว่าสมุนไพรในครัว
ในชีวิตประจำวันของคนไทย กระชายอาจถูกจดจำในฐานะส่วนผสมสำคัญของอาหารพื้นบ้าน ทั้งผัด แกง หรือน้ำพริก แต่หากมองลึกลงไป กระชายคือพืชสมุนไพรที่มีเรื่องราวทางธรรมชาติและวิทยาศาสตร์ซ่อนอยู่
กระชายมีชื่อวิทยาศาสตร์ว่า Boesenbergia rotunda (L.) Mansf. จัดอยู่ในวงศ์ขิง (Zingiberaceae) เป็นไม้ล้มลุกที่สามารถเจริญเติบโตได้สูงถึงประมาณ 1 เมตร มีเหง้าและรากสะสมอาหารสีน้ำตาลอมเหลือง ซึ่งเป็นส่วนที่มนุษย์นำมาใช้ประโยชน์มากที่สุด
ลักษณะทางพฤกษศาสตร์ที่โดดเด่น
กระชายมีใบรูปขอบขนานหรือรูปใบหอก ขนาดใหญ่ ยาวได้ถึง 50 เซนติเมตร โคนกาบใบขยายออกอย่างชัดเจน ดอกออกเป็นช่อบริเวณปลายยอด มีสีขาวสะอาดตา กลีบปากมีลักษณะคล้ายใบพาย ประดับด้วยรอยย่นสีแดง ชมพู หรือม่วง และมีจุดแดงบริเวณโคนด้านใน อับเรณูโค้งเล็กน้อย เพิ่มเอกลักษณ์ให้ดอกกระชายดูอ่อนช้อยไม่แพ้ไม้ดอกชนิดใด

การกระจายพันธุ์และความหลากหลาย
กระชายพบกระจายพันธุ์ทั่วไปในภูมิภาคเอเชียเขตร้อน และเป็นพืชที่มีความผันแปรทางลักษณะค่อนข้างสูง ทั้งรูปทรงลำต้น ใบ และสีของดอก ซึ่งเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมและถิ่นที่อยู่อาศัย สะท้อนถึงความสามารถในการปรับตัวของพืชสมุนไพรชนิดนี้
ชื่อเรียกที่สะท้อนวัฒนธรรมท้องถิ่น
ความน่าสนใจอีกประการของกระชาย คือชื่อเรียกที่แตกต่างกันไปในแต่ละภูมิภาค ภาคกลาง เรียกว่า “กระชาย” หรือ “ว่านพระอาทิตย์” ในพื้นที่กรุงเทพฯ
, ภาคเหนือ พบชื่อ “ละแอน”, “กะแอน” และ “ขิงทราย”, แม่ฮ่องสอน มีชื่อเรียกหลากหลายในกลุ่มชาติพันธุ์ เช่น “จี๊ปู”, “ซีพู” (ภาษาเงี้ยว) และ “เป๊าะซอเร้าะ”, “เป๊าะสี่” (ภาษากะเหรี่ยง)และในภาษาอังกฤษ กระชายรู้จักกันในชื่อ Chinese ginger หรือ Chinese key ชื่อที่แตกต่างเหล่านี้ไม่เพียงบอกถึงพืชชนิดเดียวกัน หากยังสะท้อนความผูกพันระหว่างธรรมชาติกับวิถีชีวิตของผู้คนในแต่ละพื้นที่

มรดกธรรมชาติที่ควรรักษา
จากข้อมูลทางวิชาการของนักพฤกษศาสตร์ กระชายถือเป็นพืชที่มีคุณค่า ทั้งในเชิงอนุรักษ์ ความหลากหลายทางชีวภาพ และการใช้ประโยชน์เชิงภูมิปัญญา การทำความรู้จักกระชายในมิติพฤกษศาสตร์ จึงเป็นอีกก้าวหนึ่งของการตระหนักถึงคุณค่าพันธุ์ไม้ไทย ที่ควรได้รับการศึกษาและดูแลสืบต่อไป
ที่มาข้อมูล: ส่วนพฤกษศาสตร์ป่าไม้ สำนักวิจัยการอนุรักษ์ป่าไม้และพันธุ์พืช

