ตร.เปิดยุทธการ “วัคซีนกันภัยคอลเซ็นเตอร์” ใช้ทีวี-วิทยุ-หอกระจายเสียงเข้าถึงชุมชน

331

“พล.ต.ท.ไตรรงค์” นำทีมขับเคลื่อนประชาสัมพันธ์ป้องกันภัยออนไลน์ เดินหน้าลดผู้เสียหายใหม่จากมิจฉาชีพคอลเซ็นเตอร์ ใช้ทุกช่องทางสื่อสารให้ข้อมูลตรงถึงประชาชน

วันนี้ (5 พฤศจิกายน 2568 ) ที่ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) พล.ต.ท.ไตรรงค์ ผิวพรรณ รองจเรตำรวจแห่งชาติ เป็นประธานการประชุมคณะอนุกรรมการประชาสัมพันธ์ป้องกันการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ซึ่งเป็นชุดที่ นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย แต่งตั้งขึ้นเพื่อเดินหน้าปราบปรามปัญหา คอลเซ็นเตอร์ และ สแกมเมอร์ หลังการประชุมนานกว่า 2 ชั่วโมง พล.ต.ท.ไตรรงค์ เผยว่า ที่ประชุมได้มีการลงมติในการขับเคลื่อนกิจกรรมโครงการเกี่ยวกับการปราบปรามและจะเริ่มดำเนินการทันที เน้นวัคซีนป้องกันภัยผ่านการสื่อสารเข้าถึงชุมชน

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ระบุว่า การทำงานดังกล่าวเป็นการต่อยอดจากแนวคิดเดิมอย่างเป็นรูปธรรม โดยจะเน้นการส่งต่อข้อมูลป้องกันภัยเทคโนโลยีให้ประชาชนอย่างเป็นรูปธรรม ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลากหลาย เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และหอกระจายเสียงตามชุมชนย่อย เพื่อให้ประชาชนได้รับข้อมูลอย่างทั่วถึง

เนื้อหาจะเป็นการพัฒนาข้อมูลจากตำรวจไซเบอร์ที่ทันสมัย เพื่อมุ่งเน้น ลดผู้เสียหายรายใหม่ หรือหากเกิดความเสียหายก็จะมีความสูญเสียน้อยลง เป้าหมายคณะอนุกรรมการฯ ชุดนี้จะทำหน้าที่เป็นเหมือนการให้วัคซีนป้องกันภัย แก่ประชาชน

คณะอนุกรรมการฯ จะมีการ วัดผลการทำงาน 2 ส่วน คือ: 1. การตอบรับข้อมูลข่าวสาร ที่เผยแพร่ไปยังช่องทางต่างๆ 2. จำนวนผู้เสียหายและมูลค่าความเสียหาย ที่ลดลง

พล.ต.ท.ไตรรงค์ ย้ำว่าสิ่งสำคัญคือประชาชนจะต้องตระหนักรู้ถึงภัยต่างๆ ที่ผ่านการประชาสัมพันธ์ ซึ่งคณะอนุกรรมการฯ จะเป็นโซ่ข้อกลาง ที่ส่งต่อความเดือดร้อนจากประชาชนไปยังหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง นอกจากนี้ ยังมีการเตรียมการประชาสัมพันธ์ไปยังกลุ่มเป้าหมายที่มีความเสี่ยงสูง เช่น กลุ่มผู้มีรายได้น้อยและกลุ่มผู้มีความเปราะบางทางจิตใจ ที่อาจมีความเชื่อเรื่องการหารายได้จากโซเชียลมีเดีย โดยจะมีการเตรียมเนื้อหาเฉพาะรองรับกลุ่มนี้

ส่วนกรณีที่มีผู้ให้ข้อมูลว่า ตำรวจไซเบอร์ อาจเกี่ยวข้องกับการก่อภัยอาชญากรรมทางเทคโนโลยี พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยืนยันว่าหากมีส่วนไหนที่มีข้อมูล ทางตำรวจยินดีที่จะศึกษาข้อเท็จจริง และเปิดรับข้อมูลที่เกี่ยวข้องเพื่อให้เกิดการตรวจสอบ

สำหรับกรอบระยะเวลา 6 เดือน ที่จะเห็นความเปลี่ยนแปลงของการลดลงทางคดีหรือความสูญเสีย พล.ต.ท.ไตรรงค์ ยอมรับว่าอาจเป็นเรื่องยากที่จะวัดผลสัมฤทธิ์จากงานประชาสัมพันธ์ แต่เนื่องจากครั้งนี้เป็นการ บูรณาการร่วมกันของหลายหน่วยงานและหลายสื่อ จึงเชื่อว่าจะมีผลสัมฤทธิ์มากยิ่งขึ้น