ผบ.ตร.ลั่น! ไม่ปล่อยต่างชาติหลอกเงินคนทั่วโลก ตั้งฐานในไทยไม่ได้ – สั่งขยายผลจับ 3 ชาวจีนแก๊งคอลเซ็นเตอร์กลางกรุง

423

“พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์” ผบ.ตร. สั่งยกระดับปฏิบัติการเชิงรุก ไล่ล่าแก๊งสแกมเมอร์ต่างชาติ หลังตำรวจ 191 บุกทลายฐานลับกลางกรุง จับชาวจีน 3 รายพร้อมอุปกรณ์ SIMBOX และโทรศัพท์กว่า 40 เครื่อง ลั่นไม่ยอมให้ไทยเป็นฐานหลอกลวงอีกต่อไป

พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

วันนี้ (24 ตุลาคม 2568) พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดเผยว่า พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ได้สั่งการไปยัง กองบัญชาการตำรวจนครบาล (บช.น.) ให้เร่งสืบสวนขยายผลจับกุมทั้งขบวนการทั้งคนไทย และชาวต่างประเทศ

พล.ต.อ.กิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ

กรณีวานนี้ (23 ตุลาคม 2568) เจ้าหน้าที่ตำรวจงานสายตรวจ 2 กองกำกับการสายตรวจ กองบังคับการสายตรวจและปฏิบัติการพิเศษ (191) ร่วมกันกับเจ้าหน้าที่ กสทช. นำหมายค้นศาลอาญาเข้าตรวจค้นบ้านหลังหนึ่งในซอยลาดพร้าว 3 แยก 6 แขวงจอมพล เขตจตุจักร กรุงเทพมหานคร ซึ่งได้ทำการสืบสวนจนทราบว่าเป็นฐานลับแก๊งคอลเซ็นเตอร์หลอกลวงเอาเงินจากชาวต่างชาติ โดยพบว่าคอมพิวเตอร์ถูกเปิดใช้งานโดยมีการตั้งค่า IP ปลอม (Fake IP) และพบใช้ลักษณะคอลเซ็นเตอร์หลอกลวง (scam) เจ้าหน้าที่ตรวจพบการยิงโฆษณาผ่านโทรศัพท์มือถือ โดยแอบอ้างเป็นสำนักงานกฎหมายหรือทนายความ เพื่อล่อลวงเหยื่อว่าจะช่วยทวงเงินคืน ก่อนดำเนินการหลอกเอาทรัพย์ซ้ำ ซึ่งจากการสืบสวนเบื้องต้น พบกลุ่มเป้าหมายเป็นชาวต่างชาติในทวีปยุโรป ยังไม่พบรายงานผู้เสียหายเป็นคนไทย

ล่าสุดเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จับกุมชาวจีนทั้งหมด 3 ราย ได้แก่ นายจาง ไห่หลง อายุ 38 ปี, นายหลิว ชุนหยิง อายุ 29 ปี และนายอู่ จื้อเฉียง อายุ 32 ปี พร้อมของกลางได้แก่ เครื่อง SIMBOX / GSM Gateway สำหรับใส่ซิมโทรศัพท์ 20 ช่อง จำนวน 4 เครื่อง, คอมพิวเตอร์และโน้ตบุ๊ค 10 เครื่อง, โทรศัพท์มือถือ 40 เครื่อง พร้อมเครื่องกระจายสัญญาณและอุปกรณ์อื่น ๆ โดยจับกุมในข้อหา “ช่วยซ้อนเร้น ช่วยจำหน่าย ช่วยพาเอาไปเสีย ซื้อ รับจำนำ หรือรับไว้โดยประการใด ๆ ซึ่งของอันตนพึงรู้ว่าเป็นของที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโดยมิได้ผ่านพิธีการศุลกากร ตาม พ.ร.บ.ศุลกากร พ.ศ.2560” และ “นำเข้า มี หรือทำ ซึ่งเครื่องวิทยุคมนาคมโดยไม่ได้รับอนุญาตจากเจ้าพนักงานผู้ออกใบอนุญาต ตาม พ.ร.บ.วิทยุคมนาคม พ.ศ.2498” นำตัวพร้อมของกลางส่งพนักงานสอบสวน สถานีตำรวจนครบาลพหลโยธิน ดำเนินการตามกฎหมายต่อไป

นอกจากนี้ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ กล่าวว่า ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติยังได้สั่งการให้ทุกหน่วยยกระดับในการปฏิบัติการเชิงรุก ในการดำเนินการกับชาวต่างชาติที่เข้ามากระทำผิดในไทย โดยเฉพาะแก๊งสแกมเมอร์ จะไม่ยอมให้มาตั้งฐานหลอกลวงในประเทศไทยอย่างเด็ดขาด โดยสั่งการให้

  1. สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (สตม.) ต้องตรวจสอบและคัดแยกข้อมูลคนต่างชาติที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรที่มีลักษณะผิดสังเกต เช่น เข้ามาในลักษณะนักท่องเที่ยวทั้งระยะสั้นและระยะยาว และเดินทางเข้ามาในราชอาณาจักรบ่อยครั้ง โดยให้แยกเป็นกลุ่มประเทศ สถิติการเข้าออก
  2. ให้ทีมสืบสวน บช.น. และตำรวจภูธรภาค 1, 2, 7 ประสานกับทีมสืบสวน สตม. โดยบูรณาการร่วมกับกองการต่างประเทศ, กองบัญชาการตำรวจสืบสวนสอบสวนอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บช.สอท.) และ ให้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปอส.ตร.) เป็น Center ในการตรวจสอบบุคคลต่างด้าวที่เข้ามาในราชอาณาจักรอย่างเข้มข้น โดยการปฎิบัติจะต้องออกภาพการปฏิบัติเชิงรุกแบบ Realtime
  3. การปฏิบัติในการปราบปรามแก๊งมิจฉาชีพ Scammer ขอความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐเอกชนและประชาชนทั่วไป โดยประชาสัมพันธ์ขอความร่วมมือจากพี่น้องประชาชนพลเมืองดี ที่พบเห็นความผิดปกติในการพักอาศัยรวมตัวของบุคคลต่างชาติที่เข้ามาในราชอาณาจักร ไม่ว่าจะเป็นหมู่บ้าน/อพาร์ทเม้นท์/คอนโด/ห้องเช่า และสำหรับผู้ที่บอกว่ามีข้อมูลของกลุ่มมิจฉาชีพ Scammer
พล.ต.ต.ธีรเดช ธรรมสุธีร์ รองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล ในฐานะรองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

นอกจากนี้ พล.ต.ต.ธีรเดชฯ กล่าวว่า ขอขอบคุณเจ้าหน้าที่ตำรวจ 191 และเจ้าหน้าที่ กสทช. สำหรับการปฏิบัติการในครั้งนี้ และขอประชาสัมพันธ์ไปยังพี่น้องประชาชนไม่ว่าจะในกรุงเทพมหานคร หรือต่างจังหวัด หากพบเห็นชาวต่างชาติที่มีพฤติกรรมผิดแผกไปจากนักท่องเที่ยวต่อไป ดูแล้วมีพิรุธน่าสงสัย สามารถแจ้งเบาะแสเข้ามาได้ที่สายด่วน 191 ตลอด 24 ชั่วโมง