กรุงเทพฯ วันที่ 19 ต.ค. – นางสาวชยิกา วงศ์นภาจันทร์ อดีตที่ปรึกษาของ รมว.ต่างประเทศ กล่าวถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี เรียกประชุมคณะกรรมการอำนวยการป้องกันและปราบปรามการกระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี เพื่อจัดทำยุทธศาสตร์ระดับชาติ ในวันพรุ่งนี้ (20) ว่า เริ่มมีความหวังที่จะเห็นรัฐบาลขยับในการปราบปรามสแกมเมอร์คอลเซ็นเตอร์ในกัมพูชา เพราะเชื่อว่าคงไม่มีใครอยากเห็นประเทศไทยเป็นหนึ่งในเครือข่ายบนแผนที่ของอาชญากรรมข้ามชาติ จึงขอเสนอให้รัฐบาล “ถอดรหัส” มาตรการว่าด้วยสิ่งที่สหรัฐอเมริกา–สหราชอาณาจักร–เกาหลีใต้ และเวียดนาม ใช้เพื่อกดดันเครือข่ายสแกมเมอร์มาประยุกต์ใช้กับไทย ด้วยการต่อยอดจากกลไกที่ “รัฐบาลแพทองธาร” ได้เคยทำสำเร็จไว้

นางสาวชยิกา กล่าวว่า 1. โจมตีเส้นทางการเงิน (Financial Warfare) คว่ำบาตรผู้เล่นตัวหลัก–ตัดการเข้าถึงระบบการเงิน เพื่อทำให้ค่ายสแกมเมอร์ “เดินเงินยาก” และสร้างผลกระทบเชิงจิตวิทยา-การปฏิบัติการกับเครือข่ายทั้งวงจร ต่อยอดจากแผนเดิมของรัฐบาลแพทองธาร ให้ไทยมีบทบาทนำในการเป็นศูนย์ประสานงานนานาชาติในภูมิภาคนี้เหมือนที่รัฐบาลแพทองธารเคยสั่งจับ “ก๊ก อาน” เจ้าพ่อปอยเปต เพื่อขุดรากถอนโคนแก๊งคอลเซ็นเตอร์ โดยตั้ง ศูนย์บริหารเหตุการณ์แก๊งคอลเซ็นเตอร์ และค้ามนุษย์นานาชาติ (ศกค.) เพื่อขยายการตรวจสอบเส้นทางการเงินของเครือข่ายอาชญากรรม กลุ่ม Prince Group ของนายเฉินจื้อ และผู้เกี่ยวข้องในไทย อย่าปล่อยให้ชาวโซเชียลต้องเป็นผู้สืบค้นความเชื่อมโยงกับบริษัทในไทยเอง

นางสาวชยิกา กล่าวว่า 2. ยึดสินทรัพย์ดิจิทัลขนาดใหญ่ โดยให้ ปปช., ปปง., กระทรวงการคลัง และสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (กลต.) ตรวจสอบเส้นทางบิตคอยน์ ที่เชื่อมโยงกับเส้นทางการเงินของเครือข่ายสแกมเมอร์ในกัมพูชาอื่น ๆ เพื่อสกัดกั้นอาชญากรรมข้ามชาติ 3. ไล่ปิดท่อรับสมัครงานผิดกฎหมายซึ่งรัฐบาลแพทองธาร เคยปิดเว็บไซต์เถื่อนไปแล้วกว่า 400,000 URL โดยมุ่งล้างโฆษณางานต่างแดนปลอมในอสเซียนเพื่อตัดที่ “จุดกำเนิดคน” ไม่ใช่แค่ “ปลายทาง” และ 4. ยกระดับเรียกร้องให้ประเทศสมาชิกสหประชาชาติ (UN) และชาติในประเทศอาเซียน (ASEAN) ช่วยกันแก้ปัญหาการค้ามนุษย์ และสแกมข้ามชาติดังที่รัฐบาลแพทองธารได้ทำมาอย่างต่อเนื่อง
นางสาวชยิกา ยังฝากถึงนายกรัฐมนตรีว่า อย่ากลัวที่จะต้องต่อยอดนโยบายเดิมของรัฐบาลแพทองธาร เพราะเป็นการช่วยเหลือพี่น้องประชาชน และการเป็นนายกรัฐมนตรี จะบอกว่าไม่ทราบ ไม่รู้ถึงรายละเอียดของงานคงไม่ได้ เพราะหน้าที่นายกรัฐมนตรี จะต้องบูรณาการงานของทุกกระทรวง ตั้งแต่กระทรวงการคลัง, กระทรวงมหาดไทย และหน่วยงานอื่นๆ เพื่อแก้ปัญหา “ทุกข์” ของพี่น้องประชาชน และต้องเดินหน้ากดดันสแกมเมอร์ในกัมพูชาทุกวิถีทาง เพื่อสร้างอำนาจต่อรองให้กระทรวงการต่างประเทศไปเจรจากดดันได้ แต่จะต้องไม่ใช่ลอยตัวเหนือปัญหา และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกองทัพ ตำรวจ และกระทรวงการต่างประเทศไปแก้ปัญหากันเอง

