เกมชิงอำนาจทำเศษฐกิจดิ่งเหว หนี้ครัวเรือนพุ่ง-รากหญ้าเดี้ยง อดีตข้าราชการระวังบำนาญถูกหั่น

1691

                                                       
           หลังการเลือกตั้ง 2566 ประชาชนต่างเชื่อมั่นว่าเสถียรภาพของรัฐบาลภายใต้การนำของนายเศรษฐา ทวีสิน  จะมั่นคง เพราะฝ่ายอนุรักษ์นิยมหนุนอย่างเต็มที่ และมั่นใจในฝีมือบริหารของพรรคเพื่อไทย ที่มีนายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรีหนุนหลัง

         แต่ผ่านไปไม่ถึงหนึ่งปีอาการกลับง่อนแง่น เพราะฝ่ายอนุรักษนิยมบางกลุ่มเริ่มไม่พอใจบทบาทของนายทักษิณ จนนำไปสู่นิติสงครามทำนายเศรษฐา ถูกสอยตกเก้าอี้ นายทักษิณ ส่ง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร ขึ้นแทน ทำให้พวกอนุรักษ์นิยมบางกลุ่มไม่พอใจหนัก กระทั่ง น.ส.แพทองธาร มาติดกับดักของสมเด็จ ฮุน เซน ผู้นำจิตวิญญาณชาวเขมร ต้องกระเด็นตกเก้าอี้ พร้อมกับนายทักษิณ ต้องเดินเข้าคุกรับโทษ 1 ปี

     ถ้ามองอย่างวิเคราะห์ในห้วงเกือบ 2 ปี ความก้าวหน้าทางเศรษฐกิจของไทยไม่ได้ขยับไม่ไหนเลย แถบถูกฉุดให้ถอยหลังยิ่งกว่ายุดที่รัฐบาลเผด็จการทหารนำโดย พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา เสียอีก สาเหตุมาจากเกมชิงอำนาจทางการเมืองล้วนๆ

     เมื่อการเมืองไม่มีเสถียรภาพรัฐบาลถูกเปลี่ยนง่ายเหมือนผู้หญิงเปลี่ยนผ้าอนามัย  นักลงทุนที่ไหนจะกล้ามาลงทุน แม้แต่นักลงทุนไทยยังหอบเงินหนีไปลงทุนต่างประเทศ บริษัทยักษ์ใหญ่ที่เคยยึดไทยเป็นฐานที่มั่นมายาวนานทยอยถอนตัวเลิกกิจการหอบเงินกลับประเทศไปจำนวนมาก

     แม้แต่บริษัทยักษ์ของไทย ยังต้องออกมาตรการรัดเข็มขัด ลดจำนวนบุคคลากรด้วยการเลิกจ้าง  หลายบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ทำกำไรด้วยการขายทรัพย์สินที่ครอบครองอาทิ ที่ดิน อาคาร รวมถึงทรัพย์สินอื่น นำกำไรปันผลให้กับผู้ถือหุ้น ซึ่งส่วนใหญ่เป็นลูกหลานเจ้าของกิจการ โดยเล็งผลว่าเมื่อธุรกิจเจ๊งไม่เสียหายเพราะทรัพย์สินถูกผันเป็นเงินเข้ากระเป๋าเรียบร้อยแล้วหรือบริษัทยักษ์ใหญ่ที่มีฐานมั่นคง ลงทุนทั้งในไทยและต่างประเทศ ต้องเฉือนกิจการขายเพื่อถือเงินสดให้บริษัทแม่มีสภาพคล่อง บางบริษัทลงทุนในญี่ปุ่น ขายโครงการของบริษัทหลายสิบแห่ง รับเงินเกือบสี่พันล้าน
 
   ครั้นหันไปดูข้อมูลทางเศรษฐกิจสะท้อนผ่านการสำรวจของศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าสถานภาพหนี้ครัวเรือนไทยปี 2568  มีภาระหนี้สินเฉลี่ย 740,596 บาท/ครัวเรือน ขยายตัวจาก 22.1 เปอร์เซ็นต์ จาก 606,378 บาท/ครัวเรือนในปีก่อน สูงสุดในรอบ 4 ปี
โดยแบ่งเป็นหนี้ในระบบ 65 เปอร์เซ็นต์ และอีก 35 เปอร์เซ็นต์เป็นหนี้นอกระบบ ประเภทหนี้อันดับ 1 มาจากบัตรเครดิต  รองลงมาที่อยู่อาศัย และยานพาหนะ ทั้งนี้หนี้ส่วนบุคคลหรือหนี้บัตรเครดิตส่วนใหญ่นำมาใช้จ่ายกับการอุปโภคบริโภค รองมาใช้จ่ายกับอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ และประกอบธุรกิจ ตามลำดับ

 

นายธนวรรธน์ พลวิชัย อธิการบดีและประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์ฯ บอกว่าที่ฟิทช์ เรทติ้งส์หั่นแนวโน้มอันดับเครดิตไทยจากมีเสถียรภาพลงสู่ลบ มาจาก 2 ประเด็นคือหนี้สาธารณะของรัฐบาลและหนี้ครัวเรือนไทยที่สูงกว่า 80 เปอร์เซ็นต์ ต่อGDP มาเป็นเวลากว่า 10 ปีแล้ว หากใครมีโอกาสได้เดินตลาดไม่ว่าจะเป็นตลาดนัดหรือตลาดที่เปิดอย่างถาวร จะได้ยินเสียงบ่นเชิงขอร้องจากพ่อค้าแม่ค้าว่าตั้งแต่เช้ายันบ่ายยังขายไม่ถึงร้อยบาทเลย ช่วยซื้ออุดหนุนหน่อย

      แม้แต่ร้านขายข้าวแกงหรืออาหารตามสั่งที่คนระดับกลางถึงรากหญ้าเป็นลูกค้าหลัก บอกเป็นเสียงเดียวกันว่าขายได้น้อยมาก ลูกค้าที่เคยซื้อคนละ 2-3 อย่าง ช่วงต้นปีเป็นต้นมาลดมา 1-2 อย่าง จะซื้อ 3-5 อย่างมีน้อยมาก เพราะต่างบอกว่าเศรษฐกิจไม่ดี มาตรการของรัฐบาลออกมาใช้ไม่ต่อเนื่องเพราะเปลี่ยนผู้บริหารบ่อย ต้องเก็บเงินไว้เพราะไม่รู้ว่าในอนาคตเศรษฐกิจจะฝืดเคืองแค่ไหน

  ยิ่งหันไปมองเกษตรกรจะเห็นแต่ภาพความยากลำบาก เพราะต้องเจอกับผลผลิตตกต่ำ ผลไม้บางชนิดขายไปไม่คุ้มค่าแรงที่จ้าง ปล่อยให้เน่าคาต้น ข้าวราคาตกต่ำอย่างหน้าใจหาย บางพื้นที่ยังไม่ทันเก็บเกี่ยวเจอภัยน้ำท่วม ขาดทุนย่อยยับ แม้แต่ทุเรียนที่เคยได้ราคาสูง ราคาตกทำรายได้หด มาพร้อมกับภัยธรรมชาติทวีความรุนแรงขึ้นเรื่อยๆ  ทำให้เกษตรกรบางประเภททบหมดตัว​ ครั้นมองถึงการจัดเก็บรายได้ของรัฐบาลทั้งกรมสรรพากร กรมสรรพสามิต และกรมศุลกากร มีข่าวสะพัดว่าเก็บได้ไม่ตรงเป้า แถมการทุนลงทุนในประเทศระดับแสนล้านไม่มีให้เห็น แต่รัฐบาลมีค่าใช้จ่ายประจำที่ก่อให้เกิดรายได้มีน้อยกว่าค่าใช้จ่ายประจำไม่ก่อให้เกิดรายได้ เพราะไทยก้าวสู่สังคมผู้สูงอายุแบบเต็มขั้นแล้ว

 จากบริบทโดยรวมพอสะท้อนได้ว่าประชาชนคนไทยต่างตกอยู่ในภาวะกระเป๋าแฟบ รายได้ชักหน้าไม่ถึงหลัง หากรัฐบาลของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ไม่มีมาตรการอะไรออกมารองรับช่วยเหลือ รวมถึงไม่ผลักดันโครงการใหญ่ๆที่เงินลงทุนหลักแสนล้าน เพื่อดึงเงินเข้าสู่ระบบ เชื่อว่าเศรษฐกิจประเทศต้องดิ่งเหวหนักกว่าวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 แน่นอน

  เมื่อเงินคงคลังหดหาย ชาวบ้านมีปัญญาจ่ายภาษีน้อยลง โอกาสที่รัฐบาลจะหาทางออกด้วยตัดรายจ่ายประจำบางส่วนออกไป อาจถึงขั้นขอความร่วมจากข้าราชการบำนาญเพื่อขอตัดบำนาญสัก 20หรือ30 เปอร์เซ็นต์ใช่ว่าจะไม่มีโอกาสเกิด

  ดังนั้น​ เพื่อไม่ให้เกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอยแบบดิ่งเหว กลุ่มผู้กุมอำนาจทั้งหลายควรเลิกเล่นเกมเพื่อฆ่าและชิงอำนาจทางการเมืองได้แล้ว  !!