วันนี้ (22 กันยายน 2568) นายเทวฤทธิ์ มณีฉาย สว. ร่วมอภิปรายรายงานผลการปฏิบัติงานของ กสทช. ประจำปี 2567 รวมถึงรายงานการติดตาม ตรวจสอบ และประเมินผลการปฏิบัติงานของสำนักงานและเลขาธิการ กสทช.
ก่อนอื่นรายงานการประเมินผลของ กตป. ได้ระบุว่า กสทช. ผ่านการประเมินทุกมิติ แต่มีข้อสังเกตสำคัญเพียงประเด็นเดียวที่จะขอหยิบยกขึ้นมาอภิปราย คือ เรื่องการควบรวมกิจการโทรคมนาคม ซึ่งสะท้อนในรายงานหน้าที่ 203–204 โดยระบุถึงข้อสังเกตเกี่ยวกับการกระทำอันมีลักษณะเป็นการครอบงำกิจการโทรคมนาคมอันมีผลกระทบต่อประโยชน์ของรัฐและประชาชน
การควบรวมระหว่าง True และ Dtac เมื่อเดือนตุลาคม 2565 เป็นตัวอย่างสำคัญที่ กสทช. เพียงมีมติ “รับทราบ” การควบรวม พร้อมกำหนดมาตรการเฉพาะออกมา ขณะเดียวกันยังมีกรณีการควบรวมของ AIS และ 3BB ที่ถูกกล่าวถึงเช่นกัน สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่ามาตรการและเงื่อนไขหลังการควบรวมมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการคุ้มครองผู้บริโภคและประโยชน์สาธารณะ
หากย้อนกลับไปเมื่อปี 2565 ยังมีข้อถกเถียงว่า กสทช. มีอำนาจอนุมัติให้ควบรวมหรือไม่ ผลสุดท้ายคือเสียงข้างมาก 3 ต่อ 2 ของ กสทช. ระบุว่าไม่มีอำนาจ จึงเพียงรับทราบและออกมาตรการเฉพาะภายหลัง ซึ่งกลายเป็นโจทย์สำคัญว่า กสทช.จะกำกับดูแลให้มาตรการเหล่านี้เกิดผลจริงได้เพียงใด
อย่างไรก็ตามเมื่อผมติดตามข้อมูลกลับพบว่า กสทช. เพิ่งมีมติเห็นชอบองค์ประกอบและอำนาจหน้าที่ของคณะอนุกรรมการติดตามการควบรวมกิจการเมื่อวันที่ 23 มิถุนายน 2567 เท่านั้น หากนับจากวันที่ 19 กรกฎาคม 2566 ก็เป็นเวลากว่า 14 เดือนกว่าจะได้คณะทำงานชุดนี้ขึ้นมา และยังไม่แน่ชัดว่ามีการประชุมเลือกประธานและเริ่มทำงานจริงแล้วหรือไม่ สิ่งนี้สะท้อนถึงความล่าช้าในการปฏิบัติหน้าที่ขององค์กร
ในด้านการติดตามคุณภาพบริการ สภาองค์กรของผู้บริโภคได้ตั้งข้อสังเกตว่า กสทช. ลงพื้นที่ตรวจสอบคุณภาพสัญญาณเพียงไตรมาสละ 1 ภูมิภาคและตรวจสอบจริงเพียง 2 จังหวัดต่อครั้ง ซึ่งไม่เพียงพอต่อการสะท้อนปัญหาที่แท้จริง ทั้งที่สัญญาณโทรศัพท์และอินเทอร์เน็ตยังคงมีปัญหาและการล่มของเครือข่ายเกิดขึ้นบ่อยครั้ง
สำหรับด้านอัตราค่าบริการ มาตรการของ กสทช. กำหนดว่าห้ามปรับราคาสูงเกินกว่าเดิม แต่รายงานกลับไม่มีสูตรคำนวณที่ชัดเจน ผลการสำรวจโดย 101 PUB พบว่าหลังการควบรวม รายได้เฉลี่ยต่อผู้ใช้ของ True เพิ่มขึ้น 5% และ AIS เพิ่มขึ้น 7% แสดงให้เห็นว่าตลาดที่เหลือผู้เล่นเพียงสองรายมีแนวโน้มผูกขาดและไม่จำเป็นต้องแข่งขันด้านราคา
ยังมีคำถามต่อมาตรการอื่น เช่น การใช้หลักราคาจากต้นทุนเฉลี่ย (average cost pricing) การกำหนดให้ True จัดหาที่ปรึกษาอิสระเพื่อตรวจสอบข้อมูลภายใน หรือการเปิดช่องให้ กสทช. ปรับปรุงหรือยกเลิกมาตรการได้หากเกิดปัญหาการผูกขาด ทั้งหมดนี้ยังไม่ชัดเจนว่ามีการดำเนินการจริงมากน้อยเพียงใด และที่สำคัญคือมีบทลงโทษสำหรับผู้ไม่ปฏิบัติตามมาตรการเฉพาะ แต่จนถึงปัจจุบันยังไม่พบข้อมูลว่ามีการลงโทษเกิดขึ้นแล้วหรือไม่
นอกจากนี้ ยังพบปัญหาวาระค้างการประชุมจำนวนมาก ล่าสุดเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2567 กสทช. ยังมีวาระค้างถึง 31 วาระ รวมทั้งการตรวจสอบฟุตบอลโลก 2022 ที่ค้างมาตั้งแต่ปีที่แล้วทั้งที่อีกไม่นานจะมีฟุตบอลโลกครั้งใหม่ รวมถึงวาระด้านโครงสร้างสำนักงานและการปรับปรุงระเบียบที่ค้างมาหลายปี ปัญหาการค้างวาระจำนวนมากสะท้อนถึงประสิทธิภาพการบริหารจัดการที่น่ากังวล
ท้ายที่สุด อยากตั้งคำถามถึงความโปร่งใสในการทำงานของ กสทช. ซึ่งองค์กรเองย้ำว่าเป็น “ค่านิยมหลัก” แต่กลับยังมีภาพที่สังคมตั้งข้อสงสัย เช่น ภาพที่อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกรัฐมนตรี ไปทาบทามบุคคลเข้าร่วมคณะรัฐมนตรี โดยมีผู้ที่ถูกตั้งคำถามว่าอาจเป็นประธาน กสทช. อยู่ในภาพนั้นด้วย หากเป็นจริงก็ต้องชี้แจงเพื่อสร้างความโปร่งใส เพราะนี่คือหลักการสำคัญขององค์กร
ด้าน นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธานกรรมการ กสทช. ตอบคำถามส่วนหนึ่งของผมในประเด็นเรื่องวาระการประชุมเป็นอำนาจของประธานในการกำหนด ไม่สามารถให้กรรมการเสียงข้างมากมาจัดวาระได้ ส่วนการออกเสียงชี้ขาดนั้นไม่ใช่อำนาจ แต่เป็นหน้าที่ของประธานที่จะต้องทำ เมื่อมีการลงมติแล้วคะแนนเสียงออกมาเท่ากันประธานต้องทำหน้าที่ชี้ขาดในทุกวาระ สำหรับวาระค้าง เช่น เรื่องการปรับปรุงโครงสร้าง ยังไม่สามารถนำมาพิจารณาได้ เนื่องจากสำนักงานยังไม่ตกผลึกถึงแนวทางการเปลี่ยนแปลง อย่างไรก็ตามก็ได้รับข้อสังเกตไว้และยืนยันว่าจะเร่งปรับปรุงเพื่อลดจำนวนวาระค้างให้มากที่สุด
ขณะที่นายสุทธิศักดิ์ ตันตะโยธิน รองเลขาธิการ กสทช. ตอบเรื่องการควบรวมกิจการโทรศัพท์มือถือว่า ประเด็นเรื่องราคานั้นหน่วยวัดที่ใช้ในการประเมินตามระเบียบของสำนักงานจะอิงจาก “อัตราเฉลี่ยต่อหน่วย” ขณะที่บางการศึกษามักจะใช้อัตราค่าบริการเฉลี่ยรายเดือนของผู้ใช้บริการซึ่งเป็นคนละเกณฑ์กัน จึงอาจทำให้ผลการประเมินแตกต่างกันไป อย่างไรก็ตามในส่วนของต้นทุน ผู้ประกอบการมีการทยอยส่งข้อมูลมาแล้วและคณะทำงานของสำนักงานกำลังดำเนินการตรวจสอบเพื่อหาค่าเฉลี่ยต้นทุนที่แท้จริง ซึ่งจะถูกนำมาประกอบการพิจารณาทุกครั้งที่มีการควบรวมกิจการ
สำหรับประเด็นค่าบริการที่ถูกมองว่าแพงขึ้น กสทช. ยืนยันว่าติดตามดูแลโดยอิงจากอัตราเฉลี่ยต่อหน่วยเป็นหลัก ขณะที่งานศึกษาของมักเน้นวิเคราะห์ค่าใช้จ่ายเฉลี่ยรายเดือนของผู้ใช้บริการ โดยจะนำข้อมูลทั้งสองแนวทางมาเปรียบเทียบและศึกษาทางวิชาการเพิ่มเติม เพื่อให้ได้ข้อสรุปที่ชัดเจนและเป็นธรรมต่อประชาชนมากที่สุด
ส่วนประเด็นเรื่องที่มีการเผยแพร่ภาพคล้าย ประธาน กสทช. พบปะกับนายกรัฐมนตรีและรองนายกรัฐมนตรีนั้น ตนได้ถามซ้ำอีกรอบแต่นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา ปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา อ้างว่าเป็นเรื่องส่วนตัว ประธาน กสทช. ไม่จำเป็นต้องตอบ

