คณะกรรมาธิการการทหาร สภาผู้แทนราษฎร นำโดยนายวิโรจน์ ลักขณาอดิศร ประธานกรรมาธิการฯ นายชยพล สท้อนดี โฆษกคณะกรรมาธิการฯ นายเอกราช อุดมอำนวย เลขานุการคณะกรรมาธิการฯ ร่วมกันแถลงข่าวเกี่ยวกับกรณีการเสียชีวิตของนายภคพงศ์ ตัญกาญจน์ นักเรียนเตรียมทหาร ชั้นปีที่ 1 หลังจากถูกรุ่นพี่สั่งธำรงวินัย เมื่อปี 2560 และศาลฎีกาพิพากษาให้จำคุกรุ่นพี่ ในฐานะจำเลย เป็นเวลา 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท และให้รอลงอาญา 2 ปี

นายชยพล กล่าวว่า ขอแสดงความเสียใจต่อครอบครัวของผู้เสียชีวิต แม้คดีจะจบลงแล้วแต่ผลการตัดสินของศาลเป็นสิ่งที่ทำให้เกิดคำถามอย่างมากในเรื่องของมาตรฐานการตัดสินคดีของศาลทหารและการดำรงอยู่ของศาลทหารที่มีต่ออำนาจในการพิจารณาคดีที่เกี่ยวข้องกับบุคลากรของกองทัพและผลลัพธ์กลายเป็นว่าประชาชนผู้ได้รับความเดือดร้อนหรือประชาชนที่เป็นผู้ขัดแย้งกับบุคลากรของกองทัพโดยตรง เหมือนจะไม่ได้รับความยุติธรรม ทั้งนี้ คดีดังกล่าวมีข้อสงสัยหลายประการ ไม่ว่าจะเป็นการเล่าเหตุการณ์ของบุคคลต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง มีช่องว่างหลายอย่างที่เหมือนว่าข้อมูลนั้น ยังไม่ถูกเล่าอย่างครบถ้วน การลงโทษภายในโรงเรียนเตรียมทหารที่โดยปกติจะมีการกำหนดกรอบที่ชัดเจน แต่ปรากฏว่าจากเหตุการณ์การสูญเสียครั้งนี้ได้มีการใช้ท่าที่อยู่นอกเหนือมาตรฐานการลงโทษคือการใช้หัวปักลงไปที่ตะแกรงน้ำ หลังจากนั้นเกิดเหตุการณ์ต่าง ๆ จนเกิดเหตุเสียชีวิตขึ้น นอกจากนั้น เวลาในขณะลงโทษ คือ ประมาณ 23.00 น. ซึ่งเป็นนอกเวลานอน และซ่อนอยู่ในห้องน้ำ โดยจากการสอบสวนผู้บังคับบัญชาแจ้งว่า ไม่ทราบเรื่อง ไม่เกี่ยวข้อง จึงตั้งคำถามว่าผู้บังคับบัญชาที่มีหน้าที่รับผิดชอบในการดูแลผู้อยู่ภายใต้บังคับบัญชาของตน มีสิทธิพูดว่าตนไม่ทราบและไม่เกี่ยวข้องได้หรือไม่ จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่กองทัพจะต้องตระหนักรู้ว่าตนจะต้องมีมาตรฐานที่สามารถบังคับใช้ได้อย่างเข้มงวด แม้กองทัพมักพูดว่าตนมีระเบียบที่ชัดเจนว่าห้ามกระทำการล่วงละเมิด หรือเกินเลย หรือทำเกินกรอบอำนาจ แต่สุดท้ายก็ยังคงเกิดเหตุอยู่ดีและจบที่การสูญเสีย และสุดท้ายแทนที่จะแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงใจ แต่คดีนี้กลับถูกพิจารณาในศาลทหารซึ่งเป็นพื้นที่ของตนเอง โดยการพิจารณาคดีครั้งนี้ ให้จำคุกรุ่นพี่ผู้กระทำผิด 4 เดือน 16 วัน ปรับ 15,000 บาท รอลงอาญา 2 ปี และให้ไปรับใช้ชาติต่อ จะเป็นประโยชน์มากกว่านั้น เป็นเรื่องที่เหมาะสมแล้วหรือไม่ ในขณะที่พื้นที่โรงเรียนเตรียมทหารควรเป็นเซฟโซนให้นักเรียนได้เรียนรู้การใช้อำนาจตามสายบังคับบัญชาอย่างถูกต้อง ปลอดภัย และเหมาะสม เพื่อไปเป็นนายทหารที่ดีต่อไป แต่ในครั้งนี้ได้เห็นตัวอย่างแล้วว่าไม่มีวิจารณญาณในการยับยั้งชั่งใจในการใช้อำนาจให้อยู่ในกรอบจนกระทั่งเกิดความเสียหาย มีผู้เสียชีวิต โดยกองทัพไม่ได้ตระหนักถึงสิ่งนี้และปล่อยให้ยังคงรับราชการต่อได้ จึงเห็นว่าถึงเวลาแล้วที่จะต้องปรับปรุงระบบภายในสถาบันทั้งหมดในทุกค่ายทหาร ซึ่งเรื่องนี้ยังมีหลายประเด็นที่น่าสงสัยและต้องเรียกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาชี้แจงในรายละเอียด

ด้านนายเอกราช กล่าวว่า เรื่องนี้เป็นเรื่องที่สังคมตั้งคำถามว่าโทษที่เกิดขึ้นนั้นไม่ได้สัดส่วนและกระบวนการยุติธรรมที่ครอบครัวของผู้เสียชีวิตไม่ได้รับความเป็นธรรม ไม่ได้รับการต่อสู้ในกระบวนพิจารณาของศาลทหารอย่างเท่าเทียม ทั้งหมดนี้เกิดจากพระธรรมนูญศาลทหาร ซึ่งเป็นปัญหาหลักที่ไม่เปิดสิทธิให้ผู้เสียหายที่เป็นราษฎรสามารถฟ้องศาลได้ ต้องฟ้องผ่านอัยการทหาร ดังนั้น คณะกรรมาธิการฯ และพรรคประชาชน จึงจะยื่นร่างแก้ไขโดยเปิดสิทธิให้ผู้เสียหายสามารถเข้าเป็นโจทก์ในคดีของศาลทหารได้ อย่างไรก็ตาม ระบบของศาลทหารเป็นองค์กรที่อยู่ภายใต้ฝ่ายบริหาร คือ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรมพระธรรมนูญ และตุลาการ ทนาย จำเลย หรืออัยการ ที่ทำหน้าที่ฟ้องคดีนั้นเป็นพวกเดียวกัน จึงตั้งคำถามว่าระบบนี้เป็นระบบที่ทหารต้องการให้ธำรงอยู่ ซึ่งมีความพยายามที่จะให้ศาลทหารเป็นอิสระ ได้รับการตรวจสอบถ่วงดุล เป็นอิสระจากอำนาจฝ่ายบริหาร และมีกลไกที่สามารถตรวจสอบได้ โดยให้ได้สิทธิเท่าเทียมเหมือนศาลพลเรือน ทั้งนี้ ยืนยันว่า การลงโทษทางอาญาไม่ใช่การแก้แค้นแต่ต้องเป็นการทำให้ได้สัดส่วนในการกระทำผิดและต้องคำนึงถึงผลร้ายที่จะเกิดขึ้น โดยเฉพาะในระบบของทหาร จึงฝากให้ทุกฝ่ายช่วยกันผลักดันร่างกฎหมายที่แก้ไขนี้ เพื่อจะได้เป็นมาตรฐานเดียวกันทั้งศาลทหารและศาลพลเรือน นอกจากนี้ ยังขอเตือนไปยังกองทัพที่มีความพยายามที่จะดึงคดีในศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลาง กลับไปสู่อำนาจของศาลทหารเช่นเดิม สะท้อนจากคำวินิจฉัยในคดีที่มีการโต้แย้งเขตอำนาจศาลคดีหนึ่งที่มีจำเลยซึ่งเป็นทหารธำรงวินัยที่ค่ายในจังหวัดเชียงใหม่ แต่ปรากฏว่ามีการโต้แย้งเขตอำนาจศาลโดยอ้างว่าขัดรัฐธรรมนูญ เรื่องนี้ควรอยู่ในอำนาจของศาลทหาร ซึ่งกรมพระธรรมนูญก็ทำความเห็นไปในทำนองเดียวกันว่าเป็นอำนาจของศาลทหาร จึงเป็นเรื่องที่ตนผิดหวังมาก และสังคมตั้งคำถามว่าสุดท้ายเราจะปฏิรูปกองทัพได้อย่างไร หากคนภายในยังมีความพยายามที่จะช่วยเหลือกันอยู่

ขณะที่นายวิโรจน์ กล่าวเพิ่มเติมว่า คณะกรรมาธิการฯ จะรวบรวมรายละเอียดทั้งหมดและสอบถามไปยังกระทรวงยุติธรรมว่ามีขั้นตอนและหลักเกณฑ์อย่างไรในการรื้อฟื้นคดี ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่ามีคำพิพากษาชั้นฎีกาโดยศาลทหารนั้นสูงสุดแล้ว และผู้กระทำผิดก็ยังคงรับราชการทหารต่อไป จึงเกรงว่าจะเป็นเยี่ยงอย่างให้เกิดพฤติกรรมและวัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดในกองทัพ ดังนั้น ต้องแก้ปัญหาโดยการแก้กฎหมายให้ทหารที่กระทำการทุจริตในทุกคดี ทุกกรณี ขึ้นศาลอาญาคดีทุจริตฯ โดยเห็นว่าการทำร้าย หรือการทำทารุณกรรมในค่ายทหารในหลายกรณีไม่ใช่การธำรงวินัย แต่เป็นการที่ทหารนายหนึ่งไม่สยบยอมกับกระบวนการทุจริตภายในกองทัพ การประพฤติมิชอบของนายทหารระดับบังคับบัญชา และถูกกลั่นแกล้งด้วยวิธีการต่าง ๆ ถูกทารุณกรรมจนถึงขั้นเสียชีวิต โดยหากยังมีศาลทหาร ซึ่งถูกวิพากษ์วิจารณ์ว่าจะมีความยุติธรรมได้อย่างไร ก็จะไม่มีทางที่จะทำให้วัฒนธรรมลอยนวลพ้นผิดหายไปได้ อีกทั้งขอฝากไปยังนายกรัฐมนตรีว่า ถึงเวลาแล้วที่จะต้องมีการลงสัตยาบัณในพิธีสารเลือกรับของอนุสัญญาต่อต้านการซ้อมทรมาน (OPCAT) เพื่อให้คณะกรรมการสิทธิมนุษยชนและคณะอนุกรรมการจากนานาชาติ สามารถเข้ามาสุ่มตรวจสอบกองทัพในเรื่องของการซ้อมทรมานได้ โดยไม่ต้องแจ้งให้กองทัพทราบล่วงหน้า ทั้งนี้ ยืนยันว่าการซ้อมทรมานในค่ายทหารไม่ใช่ภารกิจด้านความมั่นคง และหวังว่าจะมีการลงนามในพิธีสารโดยเร็ว

