กรุงเทพฯ วันที่ 12 ม.ย. สิทธิพล วิบูลย์ธนากุล สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) และประธานกรรมาธิการการพัฒนาเศรษฐกิจ สภาผู้แทนราษฎร กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) เรื่อง ปรับปรุงเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ กรณีการรวมธุรกิจทรู-ดีแทค ว่า ย้อนกลับไป 3 ปีก่อน บอร์ด กสทช.เสียงข้างมาก มีมติรับทราบ (อนุญาต) ให้มีการควบรวมทรู-ดีแทค ทั้งที่มีเสียงคัดค้านจำนวนมาก จากประชาชน นักวิชาการ ประชาสังคม เหตุผลที่ค้านเพราะ ตลาดโทรคมนาคมไทย ค่ายมือถือผูกขาดสูงอยู่แล้ว มีเพียง 3 เจ้า การลดเหลือ 2 เจ้า จะลดการแข่งขันระหว่างกัน กระทบคุณภาพ ราคา และการให้บริการผู้บริโภคแน่ ๆ
สิทธิพล กล่าวว่า แต่ กสทช. ก็ยังยืนยันให้ควบรวมได้ โดยมีการกำหนดเงื่อนไขมาตรการเฉพาะออกมา เพื่อคุ้มครองผู้บริโภคผ่านมาตรการกำกับดูแลราคา คุณภาพ และการให้บริการ โดยผู้ประกอบการที่ควบรวมในขณะนั้นก็รับปากว่าจะทำตามเงื่อนไขเหล่านี้ แต่ผ่านมา 3 ปี กลุ่มทรู-ดีแทคกำลังจะขอลดเงื่อนไขมาตรการดังกล่าวลง คำถามคือ ที่ผ่านมา กสทช.ไปกำกับ กวดขันให้เอกชนทำตามมาตรการเฉพาะที่กำหนดไปหรือไม่ แค่ไหน อย่างไร

ประธาน กมธ.เศรษฐกิจ กล่าวถึง”มาตรการเฉพาะ” ที่ตอนนั้นกำหนดไว้ ว่า เช่น กำหนดเพดานราคาค่าบริการเฉลี่ยต้องลดลงอย่างน้อย 12% แต่พบว่าค่าบริการแพงขึ้น, บริษัทที่ควบรวมต้องคงเงื่อนไขสัญญาเดิม แต่กลับมีรายงานยกเลิกโปรโมชั่นเก่าหรือบังคับเปลี่ยนแพ็กเกจใหม่, กำหนดให้ทั้งสองแบรนด์ยังคงแยกกันเป็นเวลา 3 ปี เพื่อรักษาสภาพการแข่งขันในระดับแบรนด์ ซึ่งยังเป็นที่ถกเถียงว่าการแยกแบรนด์แต่เป็นเจ้าของเดียวกัน จะส่งผลต่อการแข่งขันที่แท้จริงได้มากน้อยเพียงใด, กำหนดให้มีการติดตามตรวจสอบคุณภาพบริการ แต่ประชาชนยังเจอปัญหาเน็ตล่มและสัญญาณคุณภาพแย่
“ทั้งหมดนี้ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวในการปฏิบัติตามเงื่อนไข/มาตรการเฉพาะของผู้ประกอบการ ขณะเดียวกันก็ชี้ให้เห็นถึงความล้มเหลวของ กสทช. ในการกำกับดูแลให้เอกชนที่ควบรวมไป ปฏิบัติตามเงื่อนไขที่ตนเองกำหนด ประการสำคัญสุด ในตลาดที่ผู้บริโภคมีอำนาจต่อรองน้อย แถมค่าใช้จ่ายด้านสื่อสาร ใช้เน็ต เป็นค่าใช้จ่ายจำเป็น เป็นภาระค่าครองชีพที่ทุกคนต้องแบกรับในชีวิตประจำวัน ยังไม่นับการเข้าสู่ยุคเศรษฐกิจดิจิทัล ที่ค่าใช้จ่ายเหล่านี้ คือต้นทุนผู้ประกอบการ กระทบความสามารถในการแข่งขันของเศรษฐกิจและผู้ประกอบการไทยกสทช.ในฐานะหน่วยงานที่กำกับดูแลเรื่องนี้ ที่ควรจะเป็นที่พึ่งของผู้บริโภค กลับไม่สามารถทำหน้าที่นี้ได้” สิทธิพล กล่าว

เขาระบุว่า ในฐานะประธาน กมธ.พัฒนาเศรษฐกิจ ได้ติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง มีการตั้งคณะทำงานมาติดตามเรื่องนี้เป็นการเฉพาะ เชิญผู้แทน กสทช.มาชี้แจงต่อกรรมาธิการหลายครั้ง สิ่งที่พบคือ เงื่อนไขเฉพาะทุกข้อที่กำหนดไว้ ขาดการปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรม ทุกข้อล่าช้ากว่าที่กำหนด ดูตารางข้อมูลรายมาตรการที่กรรมาธิการขอให้ กสทช.ทำส่งมาได้ ในช่องความคืบหน้า หลายข้อยังอยู่ในระหว่างจ้างที่ปรึกษาด้วยซ้ำ หลายข้ออยู่ระหว่างตรวจสอบ สรุปง่ายๆ คือทุกข้อล่าช้ากว่าแผนที่กำหนดไว้ตอนอนุญาตให้ควบรวม เรื่องเหล่านี้คือประโยชน์ของผู้บริโภคทั้งสิ้น
“มาตรการหลายเรื่อง เช่น ราคาต้องลดลง 12% กสทช.ยังตกลงไม่ได้เลยว่าเกณฑ์ถ่วงน้ำหนักจะเป็นอย่างไร แล้วจะบอกว่าเขาทำหรือไม่ทำได้ไหม หรือการตรวจสอบคุณภาพ ที่บอกว่าต้องไม่แย่ลง กสทช.ไม่ได้ตรวจแบบเปรียบเทียบก่อนควบ VS หลังควบ แต่ตรวจแบบผ่าน/ไม่ผ่านเกณฑ์ขั้นต่ำ โดยเฉพาะประเด็นการจ้างที่ปรึกษาเพื่อมาตรวจสอบต้นทุนเอกชน ซึ่งอยู่ในมาตรการเฉพาะข้อแรก ที่ตกลงรายละเอียดกันภายใน กสทช.ได้ช้า และพอออกเกณฑ์มา เอกชนก็ยังไม่ทำอะไร เรื่องนี้สำคัญ เพราะมีผลหลายอย่าง มีผลต่อการคิด Average Cost Pricing ซึ่งจะมีผลต่อการกำกับราคา และการส่งเสริมตลาด อันนี้เป็นเรื่องสำคัญ แต่ก็ยังไม่ทำอะไร มาวันนี้กลับจะมาปรับปรุงเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะลงเสียอีก” สส.ปชน. กล่าว

สิทธิพลแนะนำว่า สิ่งที่ กสทช. ควรทำ คือเอาจริงเอาจัง กลับไปดูมาตรการรายข้อ ว่าเอกชนทำจริงแค่ไหน ให้ผู้เชี่ยวชาญ ตัวแทนประชาชน ผู้บริโภคร่วมตรวจสอบ คาดโทษเอกชนอย่างจริงจังหากไม่สามารถปฏิบัติตามได้ และสุดท้ายหากทำไม่ได้จริง ก็ควรลงโทษ หรือกระทั่งพิจารณาทางเลือก เช่นในต่างประเทศ ที่ให้มีการแยกธุรกิจออกจากกัน ดังนั้นในฐานะ สส. มีหน้าที่เป็นปากเสียง เป็นผู้แทนของประชาชน ขอเรียกร้องให้ กสทช.รักษาผลประโยชน์ประชาชน ผลประโยชน์ของเศรษฐกิจชาติ ทำหน้าที่ในการกำกับดูแลให้เต็มประสิทธิภาพ สมหน้าที่ที่ได้รับมอบหมาย ดังที่ระบุในเว็บไซต์ กสทช.ว่า “กสทช. มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการจัดสรรคลื่นความถี่และกำกับการประกอบกิจการวิทยุ กระจายเสียง วิทยุโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมให้เกิดประโยชน์สูงสุดแก่ประชาชน”

