ที่รัฐสภา วันที่ 25 มีนาคม ชยพล สท้อนดี สส.กรุงเทพมหานคร พรรคประชาชน ลุกขึ้นอภิปรายไม่ไว้วางใจ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ประเด็นปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร(IO) ที่มีการขยายทั้งวิธีการและเป้าหมาย โดยระบุว่า นายกถือประโยชน์ส่วนตัวหนือประโยชน์ส่วนรวม ยอมเป็นนั่งร้านให้แก่กลุ่มบุคคลที่เป็นปฏิปักษ์ต่อระบอบประชาธิปไตย เพื่อให้ตนเองและบิดาเข้ามามีอำนาจแบบอภิสิทธิชน ทรยศต่อประชาชน แล้วหันไปสยบยอมต่อฝ่ายอำนาจนิยม ยอมที่จะละทิ้งการปฏิรูปกองทัพ ยอมที่จะปล่อยให้ทหารบางกลุ่มใช้กลไกของรัฐเป็นเครื่องมือแทรกแซงการเมืองต่อไป ปล่อยให้ทหารบางกลุ่มใช้กลไกของรัฐไปคุกคามประชาชน ปลุกปั่นสร้างความแตกแยกเกลียดชังกันในสังคม เซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยของประเทศจนยากจะเยียวยา
ชยพลย้อน กล่าวว่า ตั้งแต่ปี 2563 จนถึง 2566 มีการอภิปรายทั้งในสภาและนอกสภาอภิปรายเกี่ยวกับ IO แล้วกว่า 4 ครั้ง มีทั้ง IO กองทัพ IO เอกชน IO จิตอาสา มาจนถึงการใช้สปายแวร์สอดแนม โดยครั้งนี้ตนนำข้อมูลมาจากเอกสารภายในของขบวนการ IO ของกองทัพ และหน่วยงานเกี่ยวข้อง ประกอบไปด้วย เอกสารของคณะทำงานความมั่นคงพิเศษ กองทัพบก เอกสารรายงานการทำงานของไซเบอร์ทีมภายใต้ ศูนย์ปฏิบัติการร่วมของทหารและตำรวจ (ศปก.ร่วม) เอกสารรายงานการทำงานเหล่านี้ มีทั้งรายงานประจำสัปดาห์ตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา มาจนถึงรัฐบาลแพทองธาร และเอกสารสรุปยุทธศาสตร์ประจำปีของทีมไซเบอร์ รวมไปถึงเอกสารประมาณการภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักรของ กอ.รมน. ที่มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้อำนวยการ

สส.พรรคประชาชน กล่าวว่า จากเอกสารพบว่าในช่วงก่อนการเลือกตั้งปี 2566 กองทัพวิเคราะห์ว่ามีการเคลื่อนไหวของกลุ่มต่อต้านสถาบันพระมหากษัตริย์ โดยมีเป้าหมายทางยุทธศาสตร์อย่างเป็นขั้นเป็นตอนชัดเจน จึงสั่งให้ทุกเหล่าทัพจัดตั้ง “คณะทำงานความมั่นคงพิเศษ” ขึ้นมา เพื่อประสานร่วมกัน มีการจัดทำโครงสร้างทั้งในระดับนโยบาย ระดับผู้ประสานงาน และระดับทีมปฏิบัติการ โดยมีการสั่งให้ทุกหน่วยงานเริ่มดำเนินการตาม แผนงาน Information-Related Capabilities – IRC หรือ “ขีดความสามารถที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลข่าวสาร” ในทันที โดยเน้นย้ำให้เพิ่ม “การดำเนินการเชิงรุกต่อ High Value Targets – HVT หรือ “กลุ่มเป้าหมายที่มีความสำคัญและมีผลกระทบต่อสถาบันฯ สูง” กลุ่มเป้าหมายเหล่านี้จะมีจำนวนและหน้าตาเปลี่ยนไปบ้างตามแต่ละสถานการณ์
นอกจากนั้น ยังสั่งการให้ ศปก. ร่วมฯ จัดตั้ง Cyber Team ทำหน้าที่ วางแผนและประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้การดำเนินการในแต่ละมิติ และมีมาตรการที่สอดคล้องกัน เพื่อให้เกิดผลการดำเนินงาน เกิดผลลัพธ์ตามเจตนารมย์ของผู้บังคับบัญชา กล่าวคือจากเดิมที่กองทัพแยกกันทำ IO ของกองทัพ ทำบ้างไม่ทำบ้าง แต่ก่อนเลือกตั้งปี 66 มีการจัดโครงสร้างปฏิบัติการ IO ขึ้นมาใหม่ให้มีเอกภาพตั้งแต่ระดับนโยบายไปจนถึงระดับปฏิบัติการ
“จากที่ผมติดตาม ปัจจุบัน Cyber Team นี้จะประชุมกันทุกวันพุธหรือพฤหัส สถานที่ประชุมก็อยู่ใกล้ๆ แถวนี้แหละครับ ตรงแถวสะพานเกษะโกมล ห่างจากสภาของพวกเราไปแค่ประมาณ 2 กิโลนิดๆ คนที่นั่งอยู่หัวโต้ะ ตั้งแต่ก่อนการเลือกตั้ง ปี 2566 ต่อเนื่องมาจนถึงรัฐบาลแพทองธารในปัจจุบัน คอยบัญชาการ Cyber Team นี้ คือ รองผอ.ศปก.ร่วม ฯ และเป็นอดีตผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก พล.อ. ธ. ซึ่ง ส.ส.ปิยรัฐ จงเทพ ส.ส. ชลธิชา แจ้งเร็ว และ ส.ส. รังสิมันต์ โรม น่าจะคุ้นหน้าคุ้นตา คุ้นชื่อเสียงเรียงนามกันดีครับ เพราะนายทหารท่านนี้คือคนที่มีบทบาทสำคัญในการไล่จับไล่ฟ้อง ไล่ปราบกิจกรรมต่อต้านรัฐประหารตั้งแต่ในยุค คสช. ช่วงแรก พอมาถึงยุครัฐบาลประยุทธ์ 2 ก็ได้ย้ายเข้ากรุงเทพ และมีบทบาทสำคัญในการปราบปรามม็อบราษฎร แล้วผมก็แปลกใจนะครับ เพราะท่านเกษียณราชการไปจากกองทัพบกตั้งแต่ปี 64 แล้ว แต่ท่านก็ยังดำรงตำแหน่งเป็นรองผู้อำนวยการของศูนย์ปฏิบัติการร่วม และคอยบัญชาการทีมไซเบอร์นี้โดยตรงมาจนถึงปัจจุบัน” ชยพล กล่าว
เขากล่าวว่า โครงสร้างขบวนการ IO นี้เหมือนเป็นรัฐซ้อนรัฐ กองทัพอยู่เหนือรัฐบาลพลเรือน และอำนาจของหน่วยในกองทัพที่อยู่เหนือผู้บัญชาการกองทัพในระบบราชการปกติ

ชยพลอภิปรายว่า จากเอกสารของ Cyber Team กลุ่มคนที่เป็นเป้าหมายจะถูกติดตามถูกสอดแนม ถูกขุดคุ้ยข้อมูลส่วนตัว หาจุดอ่อนต่างๆ หรือไม่ก็ปั้นเรื่องขึ้นมาเป็นข้อมูล Dark Side หรือข้อมูลด้านมืด เพื่อใช้โจมตีเป้าหมาย ตัวอย่างเป้าหมาย เช่น พล.ต.อ.เสรีพิสุทธิ์ เตมียาเวส ถูกระบุว่ามีพฤติกรรมต่อต้านรัฐบาลขณะนั้น มีการรายงานว่าทีมไซเบอร์ได้ “ดำเนินการสร้างภาพจำ” ไปแล้ว 29 คอนเทนต์ โดยใช้ข้อมูล Dark side เช่น ชอบเอาข้อมูลของตำรวจไปบอกสนธิ ลิ้มทองกุล ที่บ้านพระอาทิตย์ ในสมัยที่เป็นรักษาการ ผบ.ตร. ได้รับรถหรูมาจากบริษัทเอกชนที่อาจตกแต่งบัญชีเพื่อเลี่ยงภาษี ถูกยื่น ป.ป.ช. ให้ไต่สวนว่าปกปิดบัญชีทรัพย์สิน และให้ขยายผลสร้างภาพจำว่ามีคดีทุจริตจัดซื้อรถจักรยานต์ Tiger สมัยเป็น ผบ.ตร. นอกจากนี้ยังมีเป้าหมายเป็นบุคคลอื่นๆ อีก เช่น พรรณิการ์ วานิช พิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อมรัตน์ โชคปมิตตกุล
ชยพล กล่าวถึงเทคนิค DCM – Direct Counter Measure หรือ การปฏิบัติการกับกลุ่มเป้าหมายแบบเชิงรุก ที่ทีม IO ใช้ ได้แก่ Phishing 44,096 ครั้ง Report 10,044 ครั้ง Brute Force 26,231 ครั้ง Spam 4,270 ครั้ง ตลอดระยะเวลาปีงบประมาณ 2567 ที่ผ่านมา มีปฏิบัติการทางไซเบอร์แบบนี้ ต่อเป้าหมาย 85 ราย รวมทั้งสิ้น 84,641 ครั้ง นอกจากนี้ยังมีรูปแบบอื่นๆ เช่น DDOS Attack และ Fake Wifi Access Point
“ผมยืนยันว่า ปฏิบัติการข้อมูลข่าวสารของกองทัพเหล่านี้ โดยเฉพาะการใช้ Social Bot, Spam, Phishing, และ Brute Force โจมตีเป้าหมายที่เป็นพลเรือนทั่วไปแบบนี้ นี่ไม่ใช่ปฏิบัติการทางไซเบอร์ แต่เป็นอาชญากรรมทางไซเบอร์ โดยมีเจ้าหน้าที่รัฐเป็นอาชญากร เป็นอาชญากรรมไซเบอร์ที่ดำเนินการโดยใช้ภาษีของประชาชน ใช้ทรัพยากรและบุคลากรของรัฐ อาชญากรรมโดยรัฐต่อประชาชนแบบนี้ เกิดขึ้นในยุคที่เรามีนายกรัฐมนตรีมาจากพลเรือน มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ที่ชื่อ แพทองธาร ชินวัตร ปฏิบัติการ IO สายดาร์กทั้งหมดที่ผมได้อภิปรายมานี้ ท่านนายกต้องรู้ว่ามันผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ หลายมาตรา เช่น มาตรา 5,7,8,10,14 เป็นภัยต่อความมั่นคงของประชาชน แต่หน่วยงานด้านความมั่นคงของรัฐภายใต้การกำกับดูแลของท่านนายกฯ กลับปฏิบัติการเป็นอาชญากรทางไซเบอร์เสียเอง” สส.กทม.กล่าว
ชยพล กล่าวว่า นอกจากนี้ทีมไซเบอร์กองทัพ ยังมีการวิเคราะห์ “ยุทธศาสตร์ฝ่ายเห็นต่าง” หรือ ขบวนการล้มล้างสถาบันฯ ด้วยโดย โดยแบ่งยุทธศาสตร์ฝ่ายเห็นต่างเอาไว้ 3 ระยะ ระยะแรก ปี 2567-2570 ฝ่ายเห็นต่างจะต่อสู้ขับเคลื่อนใน 3 สนามอย่างเข้มข้น ทั้งสนามการเมือง ทั้งสนามมวลชน ทั้งสนามวัฒนธรรม ระยะที่ 2 ปี 2571-2574 ฝ่ายเห็นต่างตั้งเป้าหมายจะเข้าไปเป็นรัฐบาลเพื่อแก้รัฐธรรมนูญ จะแก้ไขเรื่ององค์กรอิสระ จะส่งคนไปอยู่ในตำแหน่งสำคัญขององค์กรภาครัฐและกองทัพ จะสร้างแนวร่วมขององค์กรภาครัฐ จะครอบงำสื่อ จะเอาชนะการเลือกตั้งท้องถิ่น และฝ่ายเห็นต่างจะจัดตั้งรัฐบาลพรรคเดียวในการเลือกตั้งปี 2574 และยุทธศาสตร์ระยะสุดท้าย คือตั้งแต่ปี 2574 เป็นต้นไป ฝ่ายต่อต้านจะเริ่มกระบวนการล้มล้างสถาบันฯ โดยจะดำเนินนโยบายยกเลิก ม.112 จะเสนอ พ.ร.บ. นิรโทษกรรม จะลดทอนสถาบันฯ จะยุบกองกำลังส่วนตัวของกษัตริย์ที่อยู่เหนือการควบคุมของรัฐบาล และจะแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ ทั้งหมดทั้งปวงเป็นขั้นตอนที่จะนำไปสู่การยกเลิกสถาบันฯ ในที่สุด
“การบอกว่าพวกผมจะยกเลิกสถาบันพระมหากษัตริย์ นี่มันเป็นข้อกล่าวหาร้ายแรงมากนะครับ และในฐานะที่พวกผมเป็นนักการเมือง เป็นพรรคการเมืองที่มาจากการเลือกตั้งของประชาชน ผมเชื่อว่าประชาชนคนไทยแยกแยะได้ ประชาชนคิดเป็น ดังนั้น ถ้าเมื่อไรพวกเขาเห็นว่าพวกผมจะยกเลิกสถาบันฯ ประชาชนผู้ทรงอำนาจสูงสุดของประเทศ จะลงโทษพวกผมเอง พวกผมมายืนอยู่ตรงนี้ได้ ก็เพราะอำนาจของประชาชน ถ้าพวกผมเป็นขบวนการล้มล้างสถาบันฯ จริงตามที่กองทัพกล่าวหา ประชาชนจะเป็นคนตัดสินเอง แต่ที่แน่ๆ มันไม่ใช่กิจของกองทัพที่จะมาจับแพะชนแกะ จับโยงมั่วซั่ว แล้วเหมารวมกล่าวหาคนนั้นคนนี้และพรรคการเมืองว่าจะยกเลิกสถาบันฯ แบบนี้” สส.พรรคประชาชน อภิปราย
ชยพล กล่าวว่า เพื่อให้ได้เป็นนายกฯ แพทองธาร ยอมให้กองทัพอยู่เหนือรัฐบาลพลเรือน แทรกแซงการเมืองตามอำเภอใจได้ ส่งผลเซาะกร่อนบ่อนทำลายระบอบประชาธิปไตยจนยากจะเยียวยา ไม่ว่าจะเป็นนักการเมืองฝ่ายไหนก็ตกเป็นเป้าหมายของ IO ได้เพื่อผลประโยชน์ของนายพลบางกลุ่ม แม้ต่อตัวนายกรัฐมนตรีและบิดา เช่น ประเด็นโจมตีว่า แพทองธาร จะทำให้ประเทศไทยต้องเสียดินแดนให้กับประเทศกัมพูชา, เรื่องให้สัญชาติกับคนต่างด้าว ว่าอกตัญญูต่อบรรพชน, โจมตีเรื่องคุณสมบัติการเป็นนายกฯ บอกว่า มีแค่คุณสมบัติเดียวคือเป็นลูกทักษิณ รวมทั้งเรื่องการแต่งตัวไม่เหมาะสมไปพบผู้นำต่างประเทศ ซึ่งตนไม่แน่ใจว่านายกรัฐมนตรีเริ่มสัมผัสได้หรือยัง
ชยพล เปิดเอกสารกอ.รมน. ลงวันที่ 1 ตุลาคม 2567 ซึ่ง แพทองธาร ในฐานะนายกรัฐมนตรี เป็นผู้อำนวยการโดยตำแหน่ง เอกสาร “ประมาณการภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายในราชอาณาจักร รอบ 1 ปี ห้วง 1 ต.ค. 67 ถึง 30 ก.ย. 68” ในประเด็นการประมาณการภัยคุกคามต่อสถาบันฯ หัวข้อ 4.1.2.1 ได้มีการระบุถึง “กลุ่มบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์โดยแอบอ้างสถาบันฯ” อยู่ด้วย โดยในหัวข้อนี้ได้กล่าวถึงบุคคล 3 คน ได้แก่ นายทักษิณ ชินวัตร, ร.อ. ธรรมนัส พรหมเผ่า, และนายอนุทิน ชาญวีรกุล “…สุดท้ายก็ไม่มีใครรอด เพราะสำหรับนายพลบางกลุ่ม เขาต้องการผูกขาดความจงรักภักดีไว้กับกองทัพฝ่ายเดียว ส่วนคนอื่นนั้น ถ้าไม่ถูกใช้ประโยชน์ชั่วครั้งชั่วคราว ก็ถูกมองว่าบุคคลที่แสวงหาผลประโยชน์โดยแอบอ้างสถาบันฯ นี่คือตัวอย่างของความเลวร้ายจากการที่ท่านนายกแพทองธารยอมปล่อยให้กลไกของกองทัพไม่ถูกกำกับควบคุมโดยรัฐบาลพลเรือน ปล่อยให้มีมือมืด ใช้ทรัพยากรของกองทัพเข้าแทรกแซงการเมือง…”

ระหว่างการอภิปราย มีการประท้วงหลายครั้ง ซึ่งระหว่างนั้น พิเชษฐ์ เชื้อเมืองพาน สส.จากพรรคเพื่อไทย รองประธานสภาผู้แทนราษฎรคนที่สอง ทำหน้าที่ประธานในที่ประชุมที่ขัดจังหวะการอภิปรายเป็นพัก ๆ โดยในช่วงต้นระหว่างที่ชยพล กำลังอภิปรายและเปิดภาพเอกสารต่างๆ ก็ถูกประธานทักท้วง 2-3 ครั้งว่า เอกสารเป็นของจริงหรือไม่ มีการตัดภาพมาเป็นส่วนๆ มีการเอ่ยชื่อบุคคลภายนอก ผู้อภิปรายรับผิดชอบได้หรือไม่ ซึ่งชยพลกล่าวว่า พร้อมรับผิดชอบเพราะเป็นเอกสารจริงทั้งหมด
เมื่อชยพล อภิปรายถึงประเด็นว่ากองทัพอ้างว่าตัวเองปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ก็ถูกประท้วงโดยวิทยา แก้วภราดัย สส.จากพรรครวมไทยสร้างชาติ และประธานวินิจฉัยว่า ห้ามอภิปรายถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ว่าจะเป็นเจตนาดีหรือเจตนาอะไรก็แล้วแต่ สส.ชยพลจึงอภิปรายต่อโดยใช้คำว่า “เบื้องบน” แต่ก็ถูกประท้วงคัดค้านอีก ชยพลจึงอภิปรายต่อ โดยการเว้นคำดังกล่าวไว้เป็นช่วงอึดใจหนึ่ง และต่อมาเลือกใช้คำว่า “สิ่งนั้น” แทนคำว่าสถาบันพระมหากษัตริย์
หลังอภิปรายเข้าถึงช่วงที่เกี่ยวกับเทคนิคการใช้ DCM ของกองทัพ ก็ถูกประยุทธ์ ศิริพาณิชย์ สส.พรรคเพื่อไทยประท้วง ด้วยเหตุว่า เป็นการเปิดเผยข้อมูลลึกเกินไป ทำให้ชยพลอภิปรายอย่างติดๆ ขัดๆ ด้านประธานในที่ประชุมก็สั่งตัดการอภิปรายเป็นพักๆ โดยถามว่า ผู้อภิปรายจะรับผิดชอบได้หรือไม่ และกล่าวว่าตัวเองเป็นห่วงที่มีการพูดถึงข้อมูลความลับในหน่วยทหาร ซึ่งสภาแห่งนี้จะรับผิดชอบไม่ไหว
นอกจากนี้ประธานในที่ประชุมยังเปิดไมโครโฟนขึ้นมาเพื่อสอบถามผู้อภิปรายเป็นพักๆ ว่าการพูดถึงบุคคลภายนอกสภานั้นได้ขออนุญาตหรือยัง โดยเฉพาะตอนที่ชยพลอธิบายถึงเทคนิคการพยายามเจาะระบบโดยการทดลองสุ่มใส่รหัสของบัญชีของสฤณี ชยพลก็ยืนยันว่าได้สอบถามเจ้าตัวและได้รับความยินยอมให้เอ่ยถึงแล้ว
หลังสส.พรรคเพื่อไทยประท้วงการอภิปรายอยู่ช่วงหนึ่งว่าข้อมูลที่กำลังนำเสนอนั้นเกี่ยวกับความมั่นคงและ “ลึกเกินไป” ประธานในที่ประชุมก็อธิบายว่า ได้เตือนหลายรอบแล้ว จึงสั่งให้ชยพลหยุดการอภิปรายเลย โดยที่ยังอภิปรายไม่จบ หลังจากนั้นสส.พรรคประชาชนหลายคนประท้วงการทำหน้าที่ของประธานว่าไม่เป็นกลาง ทำให้พิเชษฐ์ ตัดสินใจให้ชยพลกลับมาอภิปรายต่อ โดยไม่ให้ฉายสไลด์อีก และแม้จะยังเหลือเวลาอีก 30 นาที ก็ให้ชยพลอภิปรายได้อีก 10 นาทีเท่านั้น และชยพลก็อภิปรายจนจบ