นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์และอดีตนายกรัฐมนตรี กล่าวถึงกรณีการผ่านงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2562 ว่าขณะนี้รัฐบาลตั้งงบประมาณขาดดุล 450,000 ล้านบาท หมายถึงรัฐบาลใช้งบประมาณมากกว่าเงินที่เก็บได้ เป็นหนี้และต้องกู้ ในที่สุดประชาชนจะต้องเป็นคนใช้หนี้ในรูปแบบใดรูปแบบหนึ่ง อย่างไรก็ตาม หนี้คงค้าง 6 ล้านล้านบาท หรือครึ่งหนึ่งของรายได้ประชาชาติ โดยตามมาตรฐานสากลอยู่ในภาวะที่ยอมรับได้ แต่ตายใจไม่ได้ ต้องดูว่าแนวโน้มจะเพิ่มขึ้นหรือไม่อย่างไร

“หลายโครงการของรัฐบาลหลายยุคใช้วิธีเลี่ยง โดยให้สถาบันการเงินของรัฐ หรือตั้งกองทุนเพื่อให้กู้ แต่สุดท้ายรัฐต้องนำเงินมาอุดหนุนภายหลัง หมายถึงประชาชนเป็นผู้จ่าย ในสมัยรัฐบาลตนค่อนข้างเคร่งครัดในเรื่องแบบนี้ โดยกำหนดชัดว่าเวลาทำโครงการลักษณะนี้ต้องแยกบัญชี และถ้ามีการขาดทุนจะต้องตั้งงบประมาณชดเชยทันทีในปีต่อไป ดังนั้นจึงอยากเห็นว่าขณะนี้ที่ค้างกัน ซ่อนกันอยู่ อยู่ที่ไหนอย่างไร” นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ยังกล่าวถึงงบกลางว่า เป็นสิ่งที่กฎหมายวิธีการงบประมาณและกฎหมายวินัยการเงินการคลังพยายามจะจัดให้เป็นงบที่ไม่สามารถจัดอยู่ในงบประมาณปกติได้ ต้องมีเหตุผลที่ชัดเจน ส่วนใหญ่เป็นเรื่องจำเป็นเร่งด่วนฉุกเฉิน ไม่แน่ใจว่าที่ทำอยู่ปีสองปีที่ทำ และในปีงบประมาณต่อไปจากนี้ทำตามเจตนารมณ์หรือยัง เพราะแปลกใจเวลาไป ครม.สัญจรและบอกว่าจะเอาเงินมาให้ คือเอามาจากไหน เพราะหากไม่ตั้งงบประมาณไว้ก็ทำไม่ได้ ถ้าจะมีเงินมาให้ต้องมาจากงบกลาง สิ่งหนึ่งที่รัฐบาลทำแล้วขัดกฎหมายวินัยการเงินการคลัง คือ สมัยก่อนกฎหมายต้องการให้การนำเสนองบประมาณต่างๆ จะเสนออะไรต้องวิเคราะห์ดีแล้วว่าสามารถใช้จ่ายเงินได้ ถ้าใช้จ่ายไม่ได้ โครงการไม่ทัน หรือโครงการไม่เสร็จต้องส่งงบคืนคลัง

“แต่รัฐบาลนี้บอกว่าหากใช้ไม่หมดให้กวาดกลับมาเป็นงบกลางได้ หากกระทรวงทบวงกรมอื่นใช้ไม่หมดสามารถกวาดมาเป็นงบกลาง ผมข้องใจเหมือนกัน ความจริงกฎหมายวิธีการงบประมาณ และกฎหมายวินัยการเงินการคลัง มีเจตนาค่อนข้างชัดว่าห้ามทำแบบนี้ โดยปกติกฎหมายวิธีการงบประมาณการโอนข้ามหน่วยงานทำไม่ได้ จึงอยากให้ชัดเจน ล่าสุดโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐจะเพิ่มให้อีก 3 เดือน เพราะนำเงินจากที่หน่วยงานอื่นใช้จ่ายไม่หมดมาให้” นายอภิสิทธิ์กล่าว