นายณัฏฐ์ บรรทัดฐาน อดีต ส.ส. พรรคประชาธิปัตย์ โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊ค กล่าวถึงกรณีที่คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงกำหนดความประพฤติของนักเรียนและนักศึกษา (ฉบับที่..) พ.ศ. …. ตามที่กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เสนอ โดยระบุว่า “ตามข้อเสนอของศธ. ที่มีสาระสำคัญต่างจากของเดิม 3 ประการ

1. ห้ามการรวมกลุ่ม มั่วสุม อันน่าจะก่อให้เกิดความไม่สงบเรียบร้อยหรือขัดต่อศีลธรรมอันดีของประชาชน
2. ห้ามกระทำเกี่ยวกับการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวอันไม่เหมาะสม จากเดิมที่ห้ามเฉพาะการแสดงพฤติกรรมทางชู้สาวซึ่งไม่เหมาะสมในที่สาธารณะ
3. ห้ามกระทำเกี่ยวกับการออกนอกสถานที่พัก เพื่อเที่ยวเตร่หรือรวมกลุ่มอันเป็นการสร้างความเดือดร้อนให้แก่ตนเองหรือผู้อื่น จากเดิมห้ามเฉพาะเวลากลางคืน

ผมคิดว่าโดยหลักการแม้จะดูเข้มงวดขึ้น แต่สิ่งที่กระทรวงฯ ควรจะต้องใส่ใจและเพิ่มประสิทธิภาพ เพื่อให้กฏกระทรวงบังคับใช้ได้จริงแต่ไม่ทำให้เด็กๆรู้สึกว่าถูกริดรอนสิทธิ์ คือ

1. มีเจ้าหน้าที่ไปปฏิบัติงานหรือประสานงานกับหน่วยงานอื่นๆ ในการตรวจตรา/ดูแลเด็กๆ ตามกฏกระทรวง ที่ต้องมีความเข้าใจในพฤติกรรมของเด็ก โดยไม่เอามาตรฐานความคิดแบบผู้ใหญ่ไปตัดสินถูกผิดกับพวกเขา ต้องมีจิตวิทยาและเข้าใจถึงความเปลี่ยนแปลงของยุคสมัยที่ทำให้วิธีคิดหรือพฤติกรรมการแสดงออกของเด็กๆ แตกต่างกันออกไป

2. กระทรวงฯควรจะต้องเร่งทำความเข้าใจกับบุคลากรของกระทรวงฯเอง ให้ปรับเปลี่ยนวิธีคิด(ตามนโยบาย4.0 ของท่านนายกฯนั่นแหละ) เพื่อทำความเข้าใจกับการเปลี่ยนแปลงของโลก เทคโนโลยี แหล่งข้อมูลข่าวสาร ที่ส่งผลกระทบถึงการเปลี่ยนแปลงต่อเด็กและเยาวชนอย่างจริงจัง เพราะมันจะทำให้ผู้บริหารกระทรวงฯ รวมไปถึงบุคลากรที่เกี่ยวข้องกับเด็กและเยาวชนทุกหน่วยงานได้เข้าใจถึงพฤติกรรมการแสดงออกของเด็ก เช่น อะไรคือสาเหตุของการลดลงของจำนวนนักเรียนทะเลาะวิวาท ซึ่งแม้จำนวนจะลดลง แต่การก่อเหตุรุนแรงขึ้น ก้าวร้าวขึ้นและแพร่ขยายมากขึ้นในกลุ่มนักเรียนหญิง
หรือปัญหาพฤติกรรมความรุนแรงลดลงแต่การมั่วสุมในร้านเกมส์เพิ่มปริมาณขึ้น
สิ่งเหล่านี้ล้วนมาจากการเปลี่ยนแปลงของยุคสมัย เทคโนโลยี ที่มีอิทธิพลต่อทัศนคติของเด็ก ซึ่งหากกระทรวงฯ ยังมองเพียงว่าการลดลงของปัญหาหนึ่งมาจากมาตรการที่ได้ผลของกฏกระทรวงหรือระเบียบต่างๆ โดยไม่ได้เปรียบเทียบการเกิดปัญหาใหม่ ที่มีลักษณะการเปลี่ยนแปลงหรือถ่ายเทพฤติกรรม หรือรู้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก ก็จะหลงทางแล้วก็ออกกฏระเบียบต่างๆมาอีกเรื่อยๆ แต่จะไม่ได้แก้ปัญหาอะไร เพราะเด็กๆก็จะเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมและหาทางออกใหม่ให้ตัวเองตามธรรมชาติของพวกเขา ท้ายที่สุดก็กลายเป็นว่ากระทรวงฯเองนั่นแหล่ะที่เป็นคนพัฒนาหรือสร้างเด็กและเยาวชนให้เติบโตขึ้นแบบผิดรูปผิดร่าง

กรอบหรือบล๊อกพิมพ์ที่ใช้มานานก็ต้องเปลี่ยนแปลงไปตามเนื้อวัสดุที่เปลี่ยนไปตามยุคสมัย วิธีคิดของบุคลากรของกระทรวงฯ ก็ต้องปรับตามโลก ตามเด็ก หากสิ่งที่เราทำสวนกระแสโลก แม้ว่าท้ายสุดเราจะได้เด็กในแบบที่เราต้องการ แต่เด็กของเราจะไม่ได้เป็นที่ต้องการของโลกในอนาคต

3. พฤติกรรมใดที่ไม่พึงประสงค์ในสายตาของผู้บริหารกระทรวงฯ ซึ่งผมก็ไม่ปฏิเสธว่าทั้งหมดที่ท่านพูดมาคือสิ่งที่อาจจะไม่สู้ดีงามนัก แต่วิธีการที่จะลดพฤติกรรมเหล่าอาจไม่ได้มาจากการออกกฏกระทรวงใหม่มาบังคับเพียงอย่างเดียว แต่อาจจะมาจากวิธีปลูกฝังค่านิยมที่เหมาะสมให้เขา วิธีสร้างคุณค่าให้กับพฤติกรรมที่ควรยกย่อง วิธีการสร้างสังคม/สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสมให้พวกเขา โดยต้องทำให้เข้ากับวิถีชีวิตและความคิดของพวกเขา ทันสมัย เท่ สร้างสรรค์ และสมัครใจ ซึ่งผมเชื่อว่านักวิชาการกระทรวงฯและบุคคลากรเกือบทุกคนมีความสามารถและทำเรื่องพวกนี้ได้ไม่ยากหากตั้งใจจริงและคิดนอกกรอบเดิมๆที่เราเคยชิน อย่าไปเกณฑ์เด็กๆมาทำอะไรแล้วก็ไปวัดผลความสำเร็จด้วยจำนวน อย่าไปสร้างอะไรเชยๆแล้วก็ไปสรุปว่าเด็กๆไม่มีส่วนร่วม ไม่สนใจ(มันไม่ได้ผลหรอกครับไอ้แบบที่บอกว่าอยากให้คนสุขภาพดีแล้วก็เที่ยวไปแยกเขี้ยวบังคับให้เขาลุกขึ้นมาออกกำลังกายน่ะ)
ถ้ารู้ว่าเด็กเขาชอบเกมส์ จะonline จะboard game ก็แล้วแต่ ถ้ารู้ว่าเขาติดตามและเลียนแบบพฤติกรรม idolของเขา ถ้ารู้ว่าเขาชอบแข่งขัน ชอบเอาชนะ อยากเป็นที่ยอมรับของทุกคน รู้ว่าเขาเริ่มเรียนรู้ที่จะทำความเข้าใจกับความรัก กับsex หาวิธีการที่สร้างสรรค์ แล้วไม่ต้องเรียกร้อง ไม่ต้องบังคับ ถ้ามันเจ๋ง ถ้ามันcool ในสายตาพวกเขา เขาจะมากันเองครับ

กฏกระทรวงมันก็แค่กระดาษแผ่นนึงที่หากการบังคับใช้ไม่มีประสิทธิภาพหรือไม่เข้าใจถึงเจตนารมณ์ มันก็ไร้ประโยชน์ และเมื่อมองด้วยปัญญาจนเข้าใจเจตนาแล้วก็จะมองเห็นว่ามันมีวิธีการแวดล้อมอีกมากมายที่สร้างสรรค์ ที่สำคัญกระทรวงมีวิธีการอะไบ้างที่จะให้ผู้ปกครองตระหนักและมีส่วนร่วมในการดูแลลูกหลานของเขาเองไปด้วยกัน(ที่ไม่ใช่ออกกฏหมายไปเอาผิดเขา เหมือนที่ทำกับเรื่องกองทุน กยศ.!!!!!!!!!!!!)”

https://www.facebook.com/nutt.bantadtan/posts/1985532358173141