รศ.ดร.พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต คณบดีคณะพัฒนาสังคมและสิ่งแวดล้อม สถาบันบัณฑิตพัฒนาบริหารศาสตร์ (นิด้า) และประธานคณะกรรมการรณรงค์เพื่อประชาธิปไตย โพสต์ข้อความผ่านเฟสบุ๊กส่วนตัว กล่าวถึงสถานการณ์ทางการเมืองและเศรษฐกิจ โดยระบุว่า “วัฏจักรแห่งความวิบัติของสังคม

การผูกขาดทางการเมืองและทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่…
๑. การทุจริตคอรัปชั่นเกิดขึ้นอย่างแพร่หลายทั้งภาครัฐและภาคธุรกิจ
๒. ความเหลื่อมล้ำทางสังคมขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
๓. การตรวจสอบการใช้อำนาจรัฐและการดำเนินการธุรกิจทำได้ยากหรือทำไม่ได้เลย ทำให้ผู้ปกครองและนายทุนอยู่เหนือการตรวจสอบ
๔. สร้างเงื่อนไขให้กลุ่มคนที่มีอาวุธและเงินทุนมาก มีความอยากอย่างแรงกล้าที่จะเข้ามาครอบครองอำนาจรัฐวิธีการทุกอย่างถูกใช้ในการแย่งชิงอำนาจรัฐ ทั้งกำลังอาวุธ และ การซื้อขายเสียง
กลุ่มผู้ปกครองที่หมุนเวียนครอบครองอำนาจ กลุ่มใหม่ล้มล้างกลุ่มเก่า โจมตีวิจารณ์กลุ่มเก่า แต่ตนเองก็ใช้อำนาจทางการเมืองและเศรษฐกิจแบบเดิม แบบเดียวกับที่กลุ่มเก่าใช้ นั่นคือใช้อำนาจเพื่อสร้าง “ความมั่นคง มั่งคั่ง และยั่งยืนแก่กลุ่มตนเอง”
๕. สิ่งที่จะตามมาคือความขัดแย้งทางการเมืองอย่างรุนแรงเกิดขึ้นระหว่างผู้ปกครองประเทศ กับประชาชนผู้ไม่ได้รับความเป็นธรรม การชุมนุมประท้วงต่อต้านความอยุติธรรมผุดขึ้นทั่วทั้งประเทศ และดำเนินอย่างต่อเนื่องและยาวนาน
๖. หากผู้ปกครองยืนกรานดำรงรักษาอำนาจและการผูกขาด ไม่ยอมเปลี่ยนแปลงสถาบันการเมืองและเศรษฐกิจ และใช้ความรุนแรงปราบปรามประชาชน จะทำให้ประชาชนบางกลุ่มหันมาใช้ความรุนแรงในการต่อสู้และตอบโต้ผู้ปกครอง และท้ายที่สุดก็จะพัฒนาเป็นสงครามกลางเมือง
๗ . สังคมตกลงไปในสภาพไร้ระเบียบ ไม่มีขื่อแป ความรุนแรงเกิดขึ้นทั่วทั้งสังคม
๘. รัฐล้มเหลว เศรษฐกิจพินาศ สถาบันทางสังคมแตกสลาย
๙. ความหวังของคนสูญสิ้น ยากจะฟื้นฟูประเทศ
๑๐ . เกิดกระแสไหลทะลักของผู้อพยพออกจากประเทศนั้นๆ ส่วนคนที่ไม่มีที่ไปก็อยู่อย่างอดอยาก หวาดกลัว ไร้อนาคต และรอวันตาย”

วัฏจักรแห่งความวิบัติของสังคมการผูกขาดทางการเมืองและทางเศรษฐกิจจะนำไปสู่… ๑….

โพสต์โดย พิชาย รัตนดิลก ณ ภูเก็ต เมื่อ วันศุกร์ที่ 10 สิงหาคม 2018