บริษัทสลิงชอทกรุ๊ปเปิดผลสำรวจผู้นำ 50 องค์กรชั้นนำของประเทศไทยที่อยู่ในระบบนิเวศผู้นำองค์กร (Ecosystem Leadership) ช่วงไตรมาสแรกของปี 2565 “THE Q1/2022 SLINGSHOT TOP 50 CEOS SURVEY” โดยประเด็นสำคัญคือ “อะไรคือสิ่งที่ CEO คาดหวังในปี 2565” ซึ่งรายงานได้ระบุสิ่งที่ CEO เห็นว่าเป็นเทรนด์หลักทั้งหมดเกี่ยวกับ “กลยุทธ์เรื่องการบริหารคนและองค์กร” ที่ผู้นำองค์กรและผู้เชี่ยวชาญในเมืองไทยควรคำนึงถึงในปี 2565 ภายใต้การดำเนินธุรกิจที่ยังมีภัยคุกคามความไม่แน่นอนและความตึงเครียดมากมายทั้งสงครามต้นทุนที่สูงขึ้นความท้าทายทางด้านซัพพลายเชนและตลาดแรงงานที่กำลังร้อนแรง
ดรสุทธิโสพรรณช่วยวงศ์ญาติหุ้นส่วนและประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มสลิงชอทเปิดเผยว่าภายใต้การต่อสู้เพื่อให้ธุรกิจรอดในช่วง 2 ปีที่ผ่านเราได้เห็นการมองมนุษย์เป็นศูนย์กลางมากขึ้นด้วยการเอาใจใส่ดูแลความเป็นอยู่ที่ดีในการทำงานและสิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือได้รู้จักคุณค่าที่แท้จริงของเทคโนโลยีดิจิทัลที่ไม่เป็นเพียงเทรนด์แต่มีผลต่อการเปลี่ยนแปลงทั้งในระดับบุคลากรทีมงานองค์กรลูกค้าและสังคมซึ่งผู้นำหลายองค์กรพบว่าบริบทการบริหารหลังจากนี้เปลี่ยนไปอย่างแน่นอนและวิกฤติโรคระบาดเป็นเพียงสนามซ้อมใหญ่ที่ต่อไปนี้การบริหารบนความไม่แน่นอนจะกลายเป็นความปกติใหม่ดังนั้นช่วงเวลานี้คือรอยต่อสำคัญที่ต้องเริ่มกลับมาทบทวนกลยุทธ์อย่างจริงจังผ่านการถอดบทเรียนที่ผ่านมากับการอยู่ให้ชนะอย่างยั่งยืนบนความไม่แน่นอนในอนาคต
จากผลสำรวจ CEO พบ 7 เทรนด์สำคัญด้าน “กลยุทธ์เรื่องการบริหารคนและองค์กรที่ผู้นำและผู้เชี่ยวชาญในประเทศไทยควรคำนึงในปี 2565 ดังนี้
 1. เศรษฐกิจจะเติบโตด้วยกำลังและทักษะแรงงานที่จำกัด
ผลสำรวจ 51% ของ CEO คาดว่าภาพรวมเศรษฐกิจไทยในปี 2565 จะดีขึ้นแต่ยังมีความท้าทายภายใต้ปัญหาการบริหารบนความไม่แน่นอนการฟื้นตัวในแต่ละอุตสาหกรรมไม่เท่ากันและพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปยิ่งกว่านั้นยังต้องเผชิญกับความท้าทายด้านต้นทุนที่สูงขึ้นภายใต้ข้อจำกัดด้านแรงงานซึ่งการบริหารธุรกิจบนความไม่แน่นอนส่งผลให้ธุรกิจต้องการแรงงานที่มีทักษะขั้นสูงและมีทักษะหลากหลาย (Multi-skill) ซึ่งไม่ได้หาง่ายและสร้างไม่ทันทำให้เกิดการแย่งแรงงานและซื้อตัวแรงงานที่มีฝีมือข้ามอุตสาหกรรม
 2.ยุทธศาสตร์ที่ผู้นำต้องโฟกัสจริงจังคือ “ทรานส์ฟอร์มองค์กรให้สำเร็จเสียที
ผลสำรวจพบว่า 47% ของ CEO ชัดเจนกับเป้าหมายหลักในการนำเทคโนโลยีมาช่วยขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงบทเรียนที่ผ่านมาทำให้เห็นว่าองค์กรต้องใช้คนน้อยลงบนเงื่อนไขที่ประสิทธิภาพประสิทธิผลไม่กระทบดังนั้นจุดโฟกัสเรื่องทรานส์ฟอร์มต่อจากนี้ไปคือ “การสร้างองค์กรให้มีประสิทธิภาพและประสิทธิผล” ซึ่งต้องทำทั้งกระบวนการทั้งนี้การสรรหาและรักษาบุคลากรที่มีความสามารถและมีทักษะที่จำเป็นต่ออนาคตขององค์กรจะเป็นปัจจัยขับเคลื่อนสำคัญที่ช่วยให้การทรานส์ฟอร์มประสบผลสำเร็จ
 3. การทำงานแบบไฮบริดจะกลายเป็นวิธีการทำงานหลักแต่ผู้นำหลายคนยังคาดหวังให้คนกลับมาสำนักงาน
 CEO ทั้งหมดเชื่อว่าการทำงานแบบไฮบริดได้กลายเป็นวิธีการทำงานหลักที่เป็นที่ยอมรับแต่ในเชิงลึกผู้นำหลายคนยังคาดหวังให้คนมาที่ออฟฟิศภายใต้การสร้างวัฒนธรรมการทำงานที่เตรียมความพร้อมสำหรับการทำงานแบบไฮบริดเน้นยืดหยุ่นปรับตัวทันในสถานการณ์ที่ไม่แน่นอนเพื่อให้คนปรับแผนการทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพอีกประเด็นที่กลุ่ม CEO ให้ความสนใจคือการสร้างความพร้อมทางเทคโนโลยีไม่ตกเทรนด์กับเครื่องมือใหม่
 4. การสร้างประสบการณ์ให้พนักงาน (Employee Experience) จะเป็นตัวขับเคลื่อนการทำงานแบบไฮบริดให้สำเร็จ
 Employee Experience ถือเป็นหัวข้อที่มีความซับซ้อนเพราะครอบคลุมหลายเรื่องโดยผลสำรวจพบว่า 30% ของ CEO มองว่าการเห็นคุณค่าของงานที่ทำ (Meaningful Work) เป็นสิ่งที่สร้างประสบการณ์ที่สำคัญให้กับพนักงาน
 5. กลยุทธ์เรื่อง “คน” จะถูกทบทวนครั้งใหญ่อีกครั้งและธุรกิจยังถูกขับเคลื่อนโดย “คน” เป็นหลัก
แม้เทคโนโลยีจะเข้ามามีบทบาทสำคัญแต่ CEO ถึง 70% มองว่าไม่มีทางจะแทนคนได้ทั้งหมดกลยุทธ์สำคัญยังถูกขับเคลื่อนด้วย “คน” และ “คนเป็นเป้าหมายของธุรกิจ” ซึ่งหนึ่งในปัญหาด้าน “คน” ที่ร้อนแรงที่สุดคือเรื่อง Power Skills ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนต้องสามารถเป็นผู้นำตัดสินใจได้เองอย่างมีกลยุทธ์รวมถึงทำงานเป็นทีมสื่อสารเล่าเรื่องเป็นซึ่งทักษะเหล่านี้คือสิ่งที่ทรงพลังและยั่งยืนในธุรกิจ
 6. People Analytic จะถูกใช้ในทุกแง่มุมของธุรกิจ
ภาคธุรกิจส่วนใหญ่ได้มีการปรับเอาเทคโนโลยีและการขับเคลื่อนด้วยข้อมูลมาเป็นส่วนหนึ่งของธุรกิจเป็นที่เรียบร้อยแล้วอย่างไรก็ดีข้อมูลด้านคน (People Analytic) กลับถูกมองว่าล้าหลังในการใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์และตัดสินใจซึ่งในปี 2565 เป็นปีที่ CEO อยากเห็นการมุ่งเน้นที่จะทำให้เกิดประโยชน์จากข้อมูลเกี่ยวกับคนเกิดขึ้นจริง
 7. Diversity and Inclusion ยังเป็นจุดบอดในองค์กรและสังคมไทย
 CEO ถึง 49 คนจาก 50 คนเชื่อว่าองค์กรทำเรื่องความหลากหลายเท่าเทียมและการมีส่วนร่วมในองค์กร (Diversity and Inclusion) ได้เป็นอย่างดีแต่เมื่อเจาะลึกพบว่า 99% ทำเรื่องนี้อยู่ในระดับผิวเท่านั้นโดยมาจากเหตุผลหลักคือมองว่าองค์กรไม่ได้มีปัญหาในเรื่องนี้และเชื่อว่าได้ดูแลพนักงานทุกคนอย่างเท่าเทียมกันซึ่งหากไม่ปรับปรุงในอนาคตปัญหานี้จะกลายเป็นปัญหาของสังคมในที่สุด
 “ช่วง 3 ไตรมาสหลังจากนี้มีความท้าทายใหม่รออยู่เราหวังว่ารายงานเทรนด์เหล่านี้จะให้ข้อมูลเชิงลึกและมุมมองในการรักษาทีมในปีนี้ถือเป็นรอยต่อสำคัญที่องค์กรต้องหันมาให้ความสำคัญกับปัจจัยภายในที่ถูกละเลยซึ่งการทบทวนกลยุทธ์ด้านคนและเทคโนโลยีคือสิ่งที่องค์กรต้องทำในการทำ Transformation  โดยทักษะความเป็นผู้นำที่เป็น Power Skills ยิ่งทวีความสำคัญและการให้ความสำคัญกับ Employee Experience กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับการทำงานแบบไฮบริดรวมทั้งธุรกิจจะใช้ People Analytic เพื่อการตัดสินใจในทุกด้านของธุรกิจสิ่งเหล่านี้จะเป็นการปรับตัวขององค์กรในการรับมือความท้าทายครั้งต่อไป” ดร.สุทธิโสพรรณกล่าวทิ้งท้าย
ผู้ที่สนใจสามารถ download รายงานผลสำรวจได้ที่https://www.slingshot.co.th/page/top_ceo_report/