หน้าแรกกระบวนการยุติธรรม"ผู้ช่วยโจ๊ก" แถลง 'ศพดส.ตร. ' ช่วยคนไทยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีน หลอกผ่านเฟซบุ๊ค บังคับทํางานผิดกฎหมาย

“ผู้ช่วยโจ๊ก” แถลง ‘ศพดส.ตร. ‘ ช่วยคนไทยถูกแก๊งคอลเซ็นเตอร์จีน หลอกผ่านเฟซบุ๊ค บังคับทํางานผิดกฎหมาย

เมื่อวันที่ 15 พฤศจิกายน 2564 ที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ หักพาล ผู้ช่วย ผบ.ตร. รองผู้อานวยการ ศพดส.ตร. เปิดเผยว่า ได้ประสานงานกับสถานทูตไทย ประจำประเทศกัมพูชา และผู้ช่วยทูตตำรวจไทย ประจำประเทศกัมพูชา จนกระทั่งสามารถช่วยเหลือคนไทยซึ่งถูก หลอกลวงกลับมาได้อย่างปลอดภัย จำนวน 6 คนหลังจากได้รับสั่งการจาก ผบ.ตร. ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้ามนุษย์ และ ภาคประมง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศพดส.ตร.) ได้ประสานงานไปยังสถานทูตไทย ประจาประเทศกัมพูชา และ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้การช่วยเหลือคนไทยกลุ่มนี้เป็นการด่วน จากการสอบสวนเบื้องต้น พบว่าขบวนการ ดังกล่าวมีคนจีนเป็นหัวหน้า เคลื่อนไหวอยู่ในฝั่งปอยเปต ประเทศกัมพูชา

โดยพฤติการณ์ จะมีการลงโฆษณารับ สมัครงานบนสื่อสังคมออนไลน์เฟซบุ๊ค กลุ่มไลน์ หลอกลวงว่ามีงานในประเทศกัมพูชา จ่ายค่าตอบแทนในอัตราที่สูง เดือนละ 20,000.-30,000.บาท หลังจากมีผู้หลงเชื่อมาสมัคร ได้มีการว่าจ้างขบวนการนำพาคนเดินทางเข้า-ออก ประเทศโดยผิดกฎหมายทางช่องทางธรรมชาติ โดยกลุ่มผู้เสียหายให้การว่า พวกตนต้องเดินเท้าผ่านป่าตามแนว ตะเข็บชายแดนข้ามไปยังฝั่งประเทศกัมพูชา หลังจากนั้นจะมีรถมารับไปกักตัวที่โรงแรมแห่งหนึ่งไม่ทราบชื่อ ต่อมามี การส่งตัวต่อให้กับนายทุนชาวจีน บังคับให้ทางานในแก๊งคอลเซ็นเตอร์, แก๊ง SMS หลอกลวง, เว็บไซด์รับพนันผิด กฎหมาย ซึ่งผู้ที่ถูกหลอกไป หลังจากทราบว่าไม่เป็นไปตามที่ตกลงกัน ทั้งในส่วนลักษณะงาน สวัสดิการและ ค่าตอบแทน จึงแจ้งกับนายจ้างขอเดินทางกลับ แต่ได้ถูกนายจ้างปฏิเสธ มีการเรียกร้องเอาทรัพย์สิน กักขัง ให้อด อาหาร และขู่ว่าจะทาร้ายร่างกาย เอาไปขายต่อให้นายจ้างเจ้าอื่น พวกตนจึงขอความช่วยเหลือจากทางการไทย จนกระทั่งได้รับการช่วยเหลือกลับมาอย่างปลอดภัย

ในเบื้องต้น หลังจากที่คนไทยกลุ่มนี้กลับเข้ามาแล้วจะต้องเข้ากักตัวตามของมาตรการสาธารณสุข หลังจาก นั้นสำนักงานตารวจแห่งชาติ จะมีการสอบปากคำผู้เสียหายทุกรายอย่างละเอียด เพื่อขยายผลดาเนินคดีกับผู้กระทำผิดทั้งหมด ทั้งในส่วนของผู้ชักชวน นายหน้า ผู้นำพา พร้อมทั้งประสานกับทางการกัมพูชาเพื่อดาเนินคดีกับนายจ้าง ชาวจีนต่อไป

พล.ต.ท.สุรเชษฐ์ ยังเปิดเผยอีกว่า สำหรับ กรณีดังกล่าวนี้ ปรากฏข่าวทางสื่อโซเชียลมีเดียและสื่อโทรทัศน์ต่างๆ ว่ามีคนไทยถูกหลอกลวงและบังคับให้ ทางานผิดกฎหมายในประเทศกัมพูชา และได้ร้องขอความช่วยเหลือจากหน่วยราชการไทยให้ช่วยเหลือเดินทางกลับ ประเทศไทย ผ่านทางสื่อโซเชียลมีเดีย ตามที่ทราบแล้ว นั้นกรณีดังกล่าว

โดยทางสำนักงานตารวจแห่งชาติ ดาเนินการประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อให้การ ช่วยเหลือเหยื่อคนไทยเป็นการเร่งด่วน พร้อมทั้งขยายผลถึงเครือข่ายผู้กระทาผิดที่เกี่ยวข้อง ซึ่งกลุ่มองค์กร อาชญากรรมข้ามชาติเหล่านี้ถือโอกาสที่ประชาชนได้รับผลกระทบจากปัญหาเศรษฐกิจในช่วงโควิด 19 ซ้ำเติม ประชาชน หลอกลวงไปบังคับใช้แรงงาน ทางานผิดกฎหมายในต่างประเทศ ซึ่งการกระทาในลักษณะดังกล่าวอาจ เข้าข่ายการค้ามนุษย์ กระทบต่อความปลอดภัยของประชาชนทั่วไปในสังคม

ซึ่งทาง พล.ต.อ.สุวัฒน์ แจ้งยอดสุข ผบ.ตร. ได้สั่งการให้พล.ต.อ.รอย อิงคไพโรจน์ รอง ผบ.ตร.,ผู้อำนวยการ ศพดส.ตร. โดยให้ตน เป็นประสานงานกับสถานทูตไทย ประจาประเทศกัมพูชา และผู้ช่วยทูตตารวจไทย ประจำประเทศกัมพูชา จนกระทั่งสามารถช่วยเหลือคนไทยซึ่งถูก หลอกลวงกลับมาได้อย่างปลอดภัย จานวน 60 คน หลังจากได้รับสั่งการจาก ผบ.ตร.

ทั้งนี้ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ขอความร่วมมือสื่อมวลชนประชาสัมพันธ์ ให้ประชาชนได้ทราบถึง พฤติการณ์ของขบวนการดังกล่าว เพื่อให้ประชาชนโดยทั่วไปไม่ตกเป็นเหยื่อ นอกจากนี้หากประชาชนพบเห็นการ กระทำผิดในลักษณะดังกล่าว สามารถแจ้งข้อมูลมายัง ศูนย์พิทักษ์เด็ก สตรี ครอบครัว ป้องกันปราบปรามการค้า มนุษย์ และภาคประมง สานักงานตารวจแห่งชาติ (ศพดส.ตร.) หรือที่ หรือที่ https://www.facebook.com/ antihumantraffickingpolice เพื่อให้การช่วยเหลือและดำเนินคดีกับผู้กระทำผิดต่อไป

ในขณะเดียวกัน ศูนย์ป้องกันปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับหนี้นอกระบบ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศปน.ตร.) ได้ประสานการปฏิบัติกับ พล.ต.ท. ธิติ  แสงสว่าง บัญชาการตำรวจภูธรภาค 2 พล.ต.ท. ยรรยง เวชโอสถ ผู้บัญชาการตำรวจภูธรภาค 4 พล.ต.ท.ภาคภูมิ  ภิภัทฒ์ สัจจพันธุ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ดำเนินการร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องปิดล้อมตรวจค้นกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 5 จุดตรวจค้น ในพื้นที่ชายแดนจังหวัดสระแก้ว โดยผลการปฏิบัติ สรุปได้ดังนี้จับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 3 ราย ข้อหา “มีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ, ร่วมกันค้ามนุษย์, ร่วมกันหางานให้คนทำงานต่างประเทศโดยไม่ได้รับอนุญาตจากนายทะเบียน” ตรวจยึดของกลางที่เกี่ยวข้องกับคดี 1.) รถยนต์กระบะ มิตซูบิชิ ไทรทัน 4 ประตู สีขาว จำนวน 1 คัน, 2.) รถจักรยานยนต์ที่ใช้ในการพาผู้เสียหายไปส่งเขตชายแดนจำนวน 2 คัน, 3.) โทรศัพท์ผู้ต้องหา จำนวน 1 เครื่อง, 4.) สมุดบัญชี จำนวน 6 รายการ, 5.) บัตร ATM จำนวน 5 ใบ, 6.) รายงานประจำวัน 1 รายการ, 7.) รายการเดินบัญชีออมทรัพย์ 1 รายการ, 8.) ใบบักทึกรายการคู่ฝาก 1 รายการ, 9.) ไฟฉาย 1 กระบอก, 10.) ขวดน้ำ 3 ขวด และ 11.) DNA ผู้ต้องหา 1 กล่อง

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img