หน้าแรกกระบวนการยุติธรรมคฝ. ตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

คฝ. ตรึงกำลังรักษาความปลอดภัยสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 31 ตุลาคม 2564 ผู้สื่อข่าวรายงานบรรยากาศที่บริเวณด้านหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) มีการนำตาข่ายสแลนขนาดใหญ่คลุมปิดป้าย ตร. รวมถึงมีการขึงรั้วลวดหนามไว้บนประตู โดยมีรถฉีดน้ำแรงดันสูงหรือจีโน่ รถบรรทุกน้ำ และรถควบคุมผู้ต้องหาจอดประจำการณ์ไว้อย่างละ 1 คัน ขณะเดียวกันยังมีกำลังตำรวจควบคุมฝูงชน(คฝ.) และรถกระบะของชุดเคลื่อนที่เร็วจำนวนหลายสิบคัน พักคอยอยู่บริเวณด้านใน ตร. เพื่อรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ ทั้งนี้ยังมีการนำกำลังตำรวจส่วนหนึ่งมาพักคอยที่หน้าโรงเรียนวัดปทุมวนาราม โดยมีรถกระบะ รถควบคุมผู้ต้องหาขนาดเล็กหลายคัน และมีรถควบคุมผู้ต้องหาขนาดใหญ่อีก 1 คัน

ส่วนที่บริเวณแยกเฉลิมเผ่ามีการตั้งจุดตรวจจุดสกัดรถต้องสงสัยเน้นเฉพาะรถจักรยานยนต์ ที่อาจมีการนำสิ่งของผิดกฎหมายเข้ามาในพื้นที่ชุมนุม

รองโฆษก ตร. เผยตำรวจประสานผู้จัดงานแยกราชประสงค์ ไม่ทำกิจกรรมส่งผลกระทบประชาชน

กระทั่งเมื่อเวลา 16.00 น. บริเวณใกล้กับแยกราชประสงค์ พ.ต.อ.กฤษณะ พัฒนเจริญ รองโฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) เปิดเผยถึงการทำกิจกรรมของกลุ่มแนวร่วมกลุ่มธรรมศาสตร์และการชุมนุม ที่แยกราชประสงค์ ว่า มีมวลชนทยอยเข้าพื้นที่ตั้งแต่ 15.00 น.โดยมีกลุ่มการ์ดเข้ามาสำรวจพื้นที่ก่อน ตอนนี้การจราจรติดขัด ไม่สามารถใช้เส้นทางถนนราชดำริได้ ส่วนถนนเพลินจิต มุ่งหน้าสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ยังสามารถสัญจรได้แต่การจราจรค่อนข้างติดขัดเล่นกัน ทั้งนี้ตำรวจมีกำลังเพียงพอรับมือสถานการณ์ โดยจะเน้นกำลังตำรวจนครบาลเป็นหลัก แล้วปรับตามขั้นตอน ทั้งนี้ทางการข่าวทราบว่าจะมีการจัดกิจกรรมรูปแบบต่างๆ รวมไปถึงปราศรัยโจมตีการทำงานของรัฐบาล

ขอเรียนว่า ขณะนี้บ้านเมืองยังคงมีประกาศบังคับใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน และกรุงเทพฯ ยังเป็นพื้นที่สีแดงเข้ม มีการประกาศเคอร์ฟิว ดังนั้นการรวมตัวทำกิจกรรมเสี่ยงต่อการแพร่โรคโควิด-19 จึงผิดกฎหมาย โดยตำรวจได้จัดกำลังจราจร อำนวยความสะดวกให้ประชาชนตั้งแต่ช่วงบ่ายที่ผ่านมา ขอให้หลีกเลี่ยงถนนพระราม 1 ตั้งแต่เซ็นทรัลเอ็มบาสซี่ถึงแยกปทุมวัน พร้อมประสานผู้จัดงาน ไม่ให้ทำกิจกรรมกระทบต่อประชาชน

เมื่อถามว่า มีการตั้งข้อสังเกตว่าขณะนี้ตำรวจที่ทำหน้าที่ควบคุมฝูงชน ได้ใส่เครื่องแบบสีกากีและพกอาวุธเข้ามาในพื้นที่การชุมนุม พ.ต.อ.กฤษณะ กล่าวว่า นับแต่เดือน กรกฎาคม ที่ผ่านมา หลังมีเหตุไม่สงบเรียบร้อยในหลายพื้นที่ บช.น.อาจมีการปรับเปลี่ยนยุทธวิธี โดยนำกำลังสายตรวจใส่เครื่องแบบกากีปกติ ทำให้สามาถพกอาวุธได้ตามปกติ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันเหตุต่างๆ เช่นเดียวกับตำรวจจราจร

ต่อมา​ช่วงค่ำภายหลังฝนหยุดตก น.ส.ปนัสยา หรือรุ้ง สิทธิจิรวัฒนกุล แกนนำกลุ่มราษฎร ได้ขึ้นเวทีชั่วคราวที่แยกราชประสงค์ อ่านแถลงการณคณะราษฎรยกเลิก 112 เรื่อง ปล่อยนักโทษการเมือง – ยกเลิกม.112 ระบุว่า ตั้งแต่ปี 2563 คณะราษฎรได้ประกาศข้อเรียกร้อง 3 ประการ คือ 1.ประยุทธ์ จันทร์โอชาและองคาพยพต้องลาออก 2.ร่างรัฐธรรมนูญใหม่ให้เป็นฉบับของประชาชน 3.ปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ โดยทั้งสามข้อนี้ คือข้อเรียกร้องที่จะนำไปสู่หลักการประชาธิปไตยที่ว่า “อำนาจสูงสุดเป็นของราษฎรทั้งหลาย” เพราะเมื่อได้ชื่อว่ามนุษย์ ย่อมไม่มีใครอยู่เหนือกว่าใคร หากแต่ทุกคนคือประชาชนผู้เสมอภาคและเป็นเจ้าของประเทศร่วมกัน

ข้อเรียกร้องปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ 10 ประการ ที่ถูกเสนอเมื่อวันที่ 10 สิงหาคม 2563 เป็นข้อเสนอด้วยความห่วงใยเพื่อมุ่งหวังที่จะแก้ไขปัญหาบ้านเมืองจากระดับฐานราก เป็นการตั้งคำถามต่อวัฒนธรรมเชิดชูตัวบุคคล โดยความมุ่งหวังที่จะให้สถาบันกษัตริย์อยู่ภายใต้รัฐธรรมนูญตามระบอบประชาธิปไตยอย่างสากลอารยประเทศ และสามารถถูกตรวจสอบได้อย่างสุจริตและโดยชอบด้วยกฎหมายในฐานะหนึ่งในสถาบันหลักที่สำคัญของชาติ ปัจจุบันมีปัญหาทางการเมืองหลายประการที่ต้องถูกกล่าวถึง โดยการวิพากย์วิจารณ์จากเหล่าราษฎรนั้น ก็เพื่อให้ปัญหาทั้งหลายได้ดำเนินไปสู่การแก้ไข แต่บรรดาผู้เรียกร้องทางการเมืองมากมายที่ออกมากระทำการดังกล่าว กลับถูกกฎหมายอาญามาตรา 112 จับกุมคุมขังและดำเนินคดี ไม่ว่าจะเป็นนักเรียน นิสิต นักศึกษา ทนายความ ศิลปิน นักการเมือง พยาบาล แม่ค้าและราษฎรอีกมากมายนับไม่สิ้น เพียงเพราะแค่พวกเขาเหล่านั้นมุ่งหวังถึงอนาคตที่ดีกว่า

ปัญหาทางการเมืองที่ถูกหมักหมมเอาไว้หลายทศวรรษ บัดนี้ ได้เริ่มเป็นปัญหาที่มากขึ้น จนไม่สามารถปิดบังไว้ได้อีกต่อไป ณ เวลานี้ มีราษฎรที่ถูกดำเนินคดีด้วยกฎหมายอาญามาตรา 112 มากที่สุดในประวัติศาสตร์ ทั้งในทางจำนวนมากถึง 159 คดี และจำนวนคดีต่อคนคือ เพนกวิน พริษฐ์ ชิวารักษ์ ที่ถูกดำเนินคดีด้วยมาตรา 112 ถึง 21 คดีและยังคงถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำ ทำให้เห็นได้ว่า กฎหมายอาญามาตรา 112 เป็นกฎหมายที่อนารยะล้าหลัง เป็นภัยคุกคามต่อสิทธิเสรีภาพในการแสดงความคิดเห็น เป็นการทำลายการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน เป็นเครื่องมือเพื่อรักษาอำนาจการปกครองของเหล่าอภิสิทธิชนและอำนาจนอกระบบที่ครอบงำการเมืองไทยมาแสนยาวนาน และเป็นปราการด่านแรกที่ใหญ่และสำคัญอย่างยิ่งที่ราษฎรทุกหมู่เหล่าจำเป็นต้องร่วมแรงร่วมใจกันเดินหน้ายกเลิกกฎหมายนี้ เพื่อนำไปสู่การพัฒนาชาติบ้านเมืองให้เจริญก้าวหน้า

พวกเราคณะราษฎรยกเลิก 112 จึงขอเรียกร้องต่อคณะตุลาการผู้ผดุงซึ่ง สิทธิ เสรีภาพและความยุติธรรมของราษฎรทั้งหลาย และต่อรัฐสภาที่ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้แทนของประชาชน ดังต่อไปนี้ 1. ให้สิทธิในการประกันตัว และปล่อยตัวผู้ต้องขังทางการเมืองทุกคนออกมาจากเรือนจำ 2. แก้ไขประมวลกฎหมายอาญา เพื่อยกเลิกมาตรา 112 เวลานี้เป็นเวลาที่สมควรแล้ว พวกเราคณะราษฎรยกเลิก 112 (ครย.112) จะเริ่มทำการผนึกกำลังของราษฎร ทุกสาขาทุกอาชีพ ทุกกลุ่มองค์กรและบุคคลต่างๆ พวกเราจะทำการต่อสู้ด้วยด้วยแรงใจ แรงกาย ในการรวบรวมราษฎรเพื่อเรียกร้องเข้าชื่อเสนอกฎหมายและการประกันตัวของนักต่อสู้ทางการเมือง เพื่อขับเคลื่อนให้สังคมไทยไปสู่ความเจริญก้าวหน้าและมีประชาธิปไตยอย่างแท้จริง ด้วยเสรีภาพ เสมอภาค ภราดรภาพ

RELATED ARTICLES
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img
- Advertisment -spot_img