นายพิชัย นริพทะพันธุ์ รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทยด้านเศรษฐกิจ กล่าวในงานเสวนา ของสมาคมผู้สื่อข่าวต่างประเทศ (FCCT) ที่ตึกมณียาว่า ประเทศไทยอยู่ในยุคมืดมาตั้งแต่เกิดการปฏิวัติในปี 2557 โดยเศรษฐกิจไทยได้ขยายตัวต่ำสุดมาตลอด นักลงทุนต่างประเทศขาดความมั่นใจ พอตนออกมาเตือนและวิจารณ์ปัญหาเศรษฐกิจก็ถูกเรียกปรับทัศนคติถึง 8 หน แต่ต่อมา กลับชวนให้ตนไปร่วมตั้งพรรคเพื่อสนับสนุนพลเอกประยุทธ์เป็นนายกฯต่อ พอตนปฏิเสธก็ถูกดำเนินคดีในคดีทฤษฎีกบต้ม ทั้งนี้ ผู้ชุมนุมที่ออกมาคือพวกที่จะพยายามจะโดดออกจากสภาวะกบต้ม และ ขอชื่นชมนักศึกษาและนักเรียนที่ออกมาชุมนุม เชื่อว่าประเทศจะต้องก้าวพ้นยุคมืดนี้ และก้าวหน้าต่อไปได้ และนักศึกษาได้แสดงความคิดสร้างสรรค์ในการชุมนุม ซึ่งจะพัฒนาต่อไปในความคิดสร้างสรรค์ในการพัฒนาประเทศต่อไป
ทั้งนี้ ประเทศไทยมีเวลา 1-2 ปีในการที่จะปรับเปลี่ยนตัวเองให้กลับมาเป็นที่ยอมรับของประชาคมโลกโดยเร็ว เพื่อฟื้นเศรษฐกิจ การระบาดของไวรัสโควิด กลับเป็นตัวช่วยให้ประเทศไทยเพราะทำให้โลกยังต้องรอประเทศไทย มิเช่นนั้นโลกคงพัฒนาทิ้งไทยไปไกลแล้วถ้าไม่มีไวรัสโควิด เพราะถึงมีหรือไม่มีวิกฤตไวรัสโควิดเศรษฐกิจไทยก็จะยังย่ำแย่จากความล้มเหลวในการบริหารประเทศของรัฐบาลพลเอกประยุทธ์อยู่แล้ว
สำหรับโครงการ “คนละครึ่ง” และ “เราเที่ยวด้วยกัน” มาช่วยหนุน เป็นการหลอกตัวเอง และ หลอกประชาชน ทั้งนี้เพราะหากศึกษาและคำนวณจะพบว่า 2 นโยบายดังกล่าวมีผลต่อจีดีพีและเศรษฐกิจน้อยมาก หรืออาจจะแทบไม่มีผลเลย เป็นเพียงแค่นโยบายเด็กเล่นเพี่อชะลอความนิยมของรัฐบาลที่กำลังทรุดหนักเท่านั้น หากยังไม่ยอมรับความจริง เศรษฐกิจไทยจะยิ่งทรุดหนัก เพราะจะแก้ปัญหาไม่ถูกทาง

