น.ส.ไตรศุลี ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบการเจรจาและข้อเสนอของไทยเพื่อจัดตั้งศูนย์อาเซียนด้านภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ในประเทศไทย เพื่อสร้างความปลอดภัยจากภาวะฉุกเฉินทางสาธารณสุขและโรคอุบัติใหม่ให้กับประชาคมอาเซียนโดยเน้นขีดความสามารถ พร้อมรับ ตรวจจับ และตอบโต้ โดยเมื่อวันที่ 19 ต.ค.2563 กระทรวงสาธารณสุขของไทยได้ส่งชุดคำตอบสำหรับการแสดงความจำนงที่ประเทศไทยมีความพร้อมต่อการเป็นเจ้าภาพจัดตั้ง APHEED ไปที่สำนักเลขาธิการอาเซียนแผนกสุขภาพ โดยระบุคำตอบถึงความพร้อมในการเตรียมสถานที่ตั้งของ APHEED โดยสามารถจัดตั้งได้ที่กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข
ทั้งนี้หากประเทศไทยได้รับการคัดเลือกให้จัดตั้ง APHEED จะได้มีส่วนร่วมสำคัญในการพิจารณากำหนดกรอบการดำเนินการของ APHEED นำไปสู่การพัฒนาความร่วมมือทั้งด้านวิชาการและการดำเนินการป้องกันโรคร่วมกันของประเทศสมาชิกอาเซียนและความร่วมมือจากประเทศอื่น ทำให้เกิดประโยชน์ต่อประเทศไทย คือ ช่วยลดค่าใช้จ่ายด้านการแพทย์และสาธารณสุขของไทยที่ให้การสนับสนุนในการคัดกรองและการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค การตรวจรักษา และการควบคุมโรคระบาดในกลุ่มแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้านที่เข้ามาทำงานในประเทศไทย นอกจากนี้ยังสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน นักท่องเที่ยว และผู้ที่เดินทางเข้ามาในราชอาณาจักร ในความเข้มแข็งของระบบสาธารณสุขของไทย และประเทศสมาชิกอาเซียน ซึ่งจะส่งผลทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการค้า การลงทุนระหว่างกัน รวมถึงการส่งเสริมด้านเศรษฐกิจร่วมกันของอาเซียนและจากประเทศในภูมิภาคอื่นทั่วโลก รวมทั้งยังช่วยพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทยให้มีความยั่งยืนตามเป้าหมายยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านสาธารณสุข
ครม.เห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดปี 2563 – 2565
คณะรัฐมนตรีเห็นชอบแผนปฏิบัติการด้านการป้องกันและปราบปรามยาเสพติดปี 2563-2565 งบประมาณดำเนินการจำนวน 15,957 ล้านบาท ซึ่งแยกเป็นด้านการป้องกันยาเสพติดจำนวน 5,608 ล้านบาท ด้านการปราบปรามยาเสพติดจำนวน 5,897 ล้านบาท และด้านการบำบัดรักษายาเสพติดจำนวน 4,451 ล้านบาท มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแผนชี้นำการขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดและลดระดับปัญหาได้อย่างน้อยร้อยละ 50 ภายใน 3 ปี และลดระดับจนไม่ส่งผลกระทบต่อการบริหารประเทศภายในปี 2580 ประกอบด้วย 5 มาตรการ 9 แนวทาง
โดยมาตรการแรก ด้านความร่วมมือระหว่างประเทศ มี 1 แนวทางคือ แนวทางในการให้ความสำคัญกับการแลกเปลี่ยนข้อมูลข่าวสาร การปฏิบัติการสนับสนุนซึ่งกันและกัน การบริหารจัดการชายแดน และการพัฒนาศักยภาพบุคลากร
มาตรการที่ 2 การปราบปรามและบังคับใช้กฎหมาย มี 2 แนวทางคือ การสกัดกั้นยาเสพติด สารตั้งต้นและเคมีภัณฑ์ และการปราบปรามกลุ่มการค้ายาเสพติด
มาตรการที่ 3 การป้องกันยาเสพติด มี 3 แนวทางคือ การเสริมสร้างความเข้มแข็งของหมู่บ้าน และชุมชนตามแนวชายแดนและการพัฒนาทางเลือก, การป้องกันยาเสพติดในแต่ละกลุ่มเป้าหมายอย่างเหมาะสมเป็นรูปธรรม และการปรับสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม
มาตรการที่ 4 การบำบัดรักษายาเสพติด มีแนวทางคือ การดูแลผู้ใช้ ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด ให้เข้าถึงการบำบัดรักษาและการลดอันตรายหรือผลกระทบจากยาเสพติด
มาตรการที่ 5 การบริหารจัดการอย่างบูรณาการ มี 2 แนวทางคือ เป็นกิจการพิเศษเพื่อดำเนินการตามแผนการแก้ไขปัญหายาเสพติดในพื้นที่พิเศษ โดยการควบคุมและใช้ประโยชน์จากพืชเสพติด และการพัฒนามาตรการทางเลือกรูปแบบใหม่ เช่น การทำให้ยาเสพติดชนิดที่ไม่ร้ายแรงเป็นสิ่งถูกต้องตามกฎหมาย และการบริหารจัดการอย่างบูรณาการเพื่อขับเคลื่อนการแก้ไขปัญหายาเสพติดอย่างเป็นระบบโดยการพัฒนาระบบข้อมูล และการเฝ้าระวังปัญหายาเสพติด การพัฒนาระบบเทคโนโลยีดิจิทัลยาเสพติด
ครม.อนุมัติยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องจักรเป็นเวลา 1 ปี เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบกิจการ
คณะรัฐมนตรีอนุมัติหลักการร่างกฎกระทรวงยกเว้นค่าธรรมเนียมเกี่ยวกับการจดทะเบียนเครื่องจักร เป็นระยะเวลา 1 ปี เพื่อบรรเทาผลกระทบของผู้ประกอบกิจการที่เกิดขึ้นจากการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโควิด-19 มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 15 วันนับแต่วันที่ประกาศในราชกิจจานุเบกษา ประกอบด้วย 3 รายการ คือ ค่าจดทะเบียนกรรมสิทธิ์เครื่องจักร ปกติอัตราจัดเก็บอยู่ที่เครื่องละ 750 บาท แต่ไม่เกิน 12,000 บาท, ค่าเครื่องหมายการจดทะเบียนซึ่งเจ้าพนักงานได้ประทับหรือทำไว้ที่เครื่องจักร อัตราการจัดเก็บค่าธรรมเนียมอยู่ที่ เครื่องหมายละ 120 บาท แต่ไม่เกิน 1,200 บาท และค่าคัดสำเนาเอกสารพร้อมด้วยคำรับรองว่าถูกต้อง อัตราจัดเก็บอยู่ที่หน้าละ 10 บาท ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมได้ประมาณการการสูญเสียรายได้จากการยกเว้นการจัดเก็บค่าธรรมเนียมครั้งนี้ในรอบ 1 ปี อยู่ที่ประมาณ 2 ล้านบาท

