จุลพันธ์’ เผย คบต. เคาะ 3 มาตรการแก้ขาดแคลนแรงงานครบวงจร พร้อมปลดล็อก MICE ดึงต่างชาติเข้าไทย กระตุ้นเศรษฐกิจ การลงทุน

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ ประชุม คบต.

กรุงเทพฯ, 6 พ.ย. 2569 – นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการนโยบายการบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว (คบต.) ถึงแนวทางการบริหารจัดการแรงงานเพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจและยกระดับมาตรฐานแรงงานไทยให้สอดคล้องกับหลักสากล โดยเดินหน้า 3 มาตรการเร่งด่วน แก้ปัญหาขาดแคลนแรงงาน ลดภาระนายจ้าง และสร้างความต่อเนื่องในการจ้างงาน

ประกอบด้วย 1) แนวทาง MOU U-TURN ยกเว้นระยะเวลาพัก 30 วัน ให้แรงงานสัญชาติลาวและเมียนมาที่ครบวาระการจ้างงาน 4 ปี (ช่วงวันที่ 1 ม.ค. 2569 – 31 ธ.ค. 2570) โดยเดินทางกลับไปดำเนินการที่ บริเวณชายแดนของประเทศทั้งสอง และ สามารถเดินทางกลับเข้ามาทำงานได้ทันที ช่วยลดขั้นตอนและค่าใช้จ่าย

2) การต่ออายุใบอนุญาตและผ่อนผันแรงงาน โดยขยายเวลาทำงานให้แรงงานตามมติ ครม. เมื่อวันที่ 8 ก.ค. 2568 และ 2 ธ.ค. 2568 ที่ใบอนุญาตจะสิ้นสุดในวันที่ 13 ก.พ. 2570 และ 31 มี.ค. 2570 ให้ทำงานต่อได้ถึงวันที่ 13 ก.พ. 2572 พร้อมทั้งผ่อนผันให้แรงงาน 3 สัญชาติ (กัมพูชา ลาว และเมียนมา) ที่มีสถานะไม่ถูกต้องตามกฎหมายให้อยู่ในราชอาณาจักรเป็นการชั่วคราว และทำงานได้เป็นเวลา 1 ปี

3) เพิ่มทางเลือกนำเข้าแรงงานสัญชาติศรีลังกาตามระบบ MOU โดยเตรียมจัดทำประกาศกระทรวงมหาดไทยเพื่อรองรับการตรวจลงตราประเภทคนอยู่ชั่วคราว รหัส L-A (Non-Immigrant L-A) ครั้งละ 2 ปี และต่ออายุได้อีก 2 ปี คาดว่าจะเริ่มนำเข้าได้ในช่วงต้นปี พ.ศ. 2570

ปลดล็อกกิจกรรม MICE ดึงต่างชาติเข้าไทย กระตุ้นเศรษฐกิจและการลงทุน

จุลพันธ์ อมรวิวัฒน์

นายจุลพันธ์ กล่าวย้ำว่า ประเด็นสำคัญที่กระทรวงแรงงานเร่งผลักดันเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ คือการยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการจัดประชุมและกิจกรรมระดับนานาชาติ โดยเตรียมผลักดันการออกประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เพื่อกำหนดให้กิจกรรมบางประเภทไม่เข้าข่ายเป็นการทำงานตามกฎหมาย สำหรับชาวต่างชาติที่เดินทางเข้ามาเป็นครั้งคราวเพื่อจัดหรือเข้าร่วมการประชุม การบรรยาย การสาธิตในการประชุม การอบรม การดูงาน การสัมมนา ตลอดจนการแสดงศิลปวัฒนธรรม การแข่งขันกีฬา และกิจกรรมอื่นตามที่คณะรัฐมนตรีกำหนด ทั้งนี้ เพื่อเป็นการอำนวยความสะดวก สร้างแรงจูงใจดึงดูดการลงทุนและการท่องเที่ยว ซึ่งจะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้แก่ผู้ประกอบการไทย

นอกจากนี้ยังมี การเห็นชอบในหลักการ การดำเนินการปรับปรุงแนวทางการอนุญาตให้ผู้หนีภัยการสู้รบจากเมียนมาออกมาทำงานเพื่อส่งเสริมการพึ่งพาตนเองและลดภาระด้านมนุษยธรรม โดยผ่อนผันให้ทำงานในพื้นที่อำเภอที่ตั้งของพื้นที่พักพิงชั่วคราวได้โดยไม่ต้องขอใบอนุญาตทำงาน ขยายเวลาอนุญาตทำงานจาก 1 ปี เป็น 2 ปี เปิดโอกาสให้ต่ออายุใบอนุญาตและเปลี่ยนนายจ้างในพื้นที่ปลายทางได้ รวมถึงขยายสิทธิและพื้นที่การทำงานทั่วราชอาณาจักร ซึ่งนโยบายดังกล่าวสอดคล้องกับหลักการขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) และได้รับการชื่นชมจากสำนักงานข้าหลวงใหญ่ผู้ลี้ภัยแห่งสหประชาชาติ (UNHCR)

ยึดมั่นหลักสิทธิมนุษยชนและมาตรฐานแรงงานสากลในการดูแลแรงงานเมียนมา

สำหรับประเด็นการดูแลสิทธิขั้นพื้นฐานและการคุ้มครองแรงงานเมียนมาตามหลักสากลนั้น นายจุลพันธ์ ระบุว่า กระทรวงฯ ได้คำนึงถึงหลักสิทธิมนุษยชนและความถูกต้องตามกฎหมายเป็นสำคัญ จึงเห็นถึงความจำเป็นในการจัดตั้งศูนย์ออกเอกสารรับรองบุคคล (CI) เพื่อช่วยให้แรงงานเมียนมามีเอกสารยืนยันตัวตน สามารถดำเนินการตรวจลงตรา ทำงานอย่างถูกต้องตามกฎหมาย

ส่วนกรณีข้อกังวลเรื่องทางเมียนมาให้มีการโชว์สลิปการส่งเงินกลับประเทศร้อยละ 25 ของแรงงานเมียนมานั้น กระทรวงแรงงานไม่ได้นิ่งนอนใจ โดยได้เชิญทูตแรงงานเมียนมาเข้าหารือและกำลังจะส่งหนังสือแจ้งข้อห่วงกังวลอย่างเป็นทางการ เพื่อดูแลและให้ความสำคัญกับการคุ้มครองรายได้และสิทธิขั้นพื้นฐานในการยืนยันตัวตนตามกฎหมายตามหลักการสากล ผมะติดตามและแก้ปัญหานี้อย่างใกล้ชิดเพื่อให้มั่นใจว่าแรงงานทุกคนจะได้รับการปฏิบัติอย่างเป็นธรรมและถูกต้องตามหลักกฎหมายสากล