รัฐบาล เอาจริงปราบขยะอิเล็กทรอนิกส์ จัดชุด ฉก.บุกตรวจชลบุรีพบ 3 บริษัทไร้ใบอนุญาต อายัดเครื่องจักร–ดำเนินคดี พร้อมขยายผลถึงต้นตอ

ฉก.ควบคุมมลพิษ ชลบุรี

ทำเนียบรัฐบาล, 6 พฤศจิกายน 2569 – นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล เดินหน้าปราบปรามการประกอบกิจการเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายที่ผิดกฎหมายอย่างจริงจัง โดยนายสุชาติ ชมกลิ่น รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (รมว.ทส.) ได้สั่งการให้ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจควบคุมมลพิษ (ฉก.ควบคุมมลพิษ) เร่งตรวจสอบและขยายผลถึงต้นตอการกระทำผิด เพื่อป้องกันปัญหามลพิษและผลกระทบต่อสุขภาพประชาชน

นางสาวลลิดากล่าวว่า การดำเนินงานดังกล่าวเป็นการบูรณาการภายใต้กลไกคณะกรรมการแก้ไขปัญหาขยะอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งมีนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เป็นประธาน โดยประสานความร่วมมือกับกระทรวงอุตสาหกรรม ภายใต้การกำกับดูแลของนายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รวมถึงหน่วยงานด้านสิ่งแวดล้อม ตำรวจ และฝ่ายปกครอง เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมายกับสถานประกอบการที่เกี่ยวข้อง

ล่าสุด เมื่อวันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ชุดปฏิบัติการเฉพาะกิจควบคุมมลพิษ ร่วมกับกรมควบคุมมลพิษ ตำรวจภูธรภาค 2 สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรี เทศบาลตำบลธาตุทอง และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เข้าตรวจสอบสถานประกอบการในพื้นที่ตำบลธาตุทอง จังหวัดชลบุรี ตามหมายค้น พบสถานประกอบการรวม 4 บริษัท โดยมี 1 บริษัทได้รับใบอนุญาตถูกต้อง ขณะที่อีก 3 บริษัท ได้แก่ บริษัท รุ่ยเฟิง จำกัด บริษัท สโตนเทค จำกัด และบริษัท อี่หมิง จำกัด พบการประกอบกิจการเกี่ยวกับแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์โดยไม่มีใบอนุญาตตามกฎหมาย ทั้งนี้ ในจำนวนดังกล่าวมี 2 บริษัทที่มีผู้ถือหุ้นต่างด้าวทั้งหมด

ลลิดา เพริศวิวัฒนา

เจ้าหน้าที่ได้ดำเนินการตามกฎหมาย โดยเทศบาลตำบลธาตุทองแจ้งความกล่าวโทษกรณีขัดคำสั่งเจ้าพนักงานและประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยไม่แจ้งต่อเจ้าพนักงานท้องถิ่น ตามพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ขณะที่สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัดชลบุรีแจ้งความกล่าวโทษกรณีตั้งและประกอบกิจการโรงงานโดยไม่ได้รับใบอนุญาตตามพระราชบัญญัติโรงงาน พ.ศ. 2535 พร้อมอายัดเครื่องจักรทั้งหมดไว้เป็นหลักฐาน นอกจากนี้ เจ้าหน้าที่ตำรวจยังจับกุมบุคคลต่างด้าวที่กระทำผิดกฎหมายจำนวน 15 คน แบ่งเป็นสัญชาติเมียนมา 8 คน และสัญชาติลาว 7 คน

นางสาวลลิดากล่าวเพิ่มเติมว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้กำชับให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องเดินหน้าตรวจสอบและขยายผลอย่างต่อเนื่อง ทั้งการตรวจสอบแหล่งที่มาของแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ การจัดการของเสียอันตราย และความเชื่อมโยงของสถานประกอบการที่อาจเกี่ยวข้องกับการกระทำผิด โดยให้หน่วยงานที่มีอำนาจหน้าที่ดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้มีการลักลอบประกอบกิจการหรือจัดการของเสียอย่างไม่ถูกต้องจนเกิดการปนเปื้อนในสิ่งแวดล้อม

“รัฐบาลยืนยันว่าการประกอบกิจการอุตสาหกรรมต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมอย่างเคร่งครัด จะไม่ปล่อยให้การลักลอบประกอบกิจการเกี่ยวกับขยะอิเล็กทรอนิกส์และของเสียอันตรายสร้างความเสียหายต่อชุมชน การตรวจสอบครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการทำงานเชิงรุกเพื่อสกัดปัญหาตั้งแต่ต้นทาง พร้อมขยายผลถึงผู้เกี่ยวข้องและดำเนินการตามกฎหมายอย่างจริงจัง โดยยึดความปลอดภัย สุขภาพของประชาชน และการรักษาสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ” นางสาวลลิดากล่าว