“ทนายตั้ม” เดินหน้า! พาอดีตนายพลเรือเข้าพบ DSI แฉเบื้องหลัง “มูลนิธิกันจอมพลัง”

เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 10.30 น. ที่กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือ “ทนายตั้ม” เลขาธิการมูลนิธิทีมงานทนายประชาชนฯ พร้อมด้วย พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร พรหมภากร อดีตรองผู้บัญชาการกองบัญชาการป้องกันชายแดนจันทบุรีและตราด (กปช.จต.) ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวนคดีพิเศษ เพื่อมอบข้อมูลและพยานหลักฐานเพิ่มเติมเกี่ยวกับการตรวจสอบการดำเนินงานของมูลนิธิกันจอมพลังช่วยสู้ โดยนายษิทราเปิดเผยว่าการเดินทางมาครั้งนี้เป็นการวัดใจการทำงานของกระทรวงยุติธรรมและดีเอสไอว่า จะสามารถดำเนินคดีเอาผิดคู่กรณีได้หรือไม่ ซึ่งตนไม่อยากให้มองเรื่องสีเสื้อหรือมิติทางการเมืองเพราะเจ้าหน้าที่ต้องมีความเป็นกลาง แม้หลายฝ่ายจะตั้งข้อสังเกตเรื่องการเอื้อประโยชน์ให้ฝ่ายการเมือง แต่ตนยังเชื่อมั่นในกระบวนการทำงานของเจ้าหน้าที่ ขณะที่ฝ่ายคู่กรณีตนมองว่าคงไม่สามารถออกมาชี้แจงอะไรได้ นอกจากการไปทำบุญและเหน็บแนมคดีของ น.ส.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี หรือบุ๋ม ซึ่งเชื่อว่าอีกไม่ช้ากฐินกองใหญ่จะตกใส่ตัวของนายกัณฐิศว์ พงศ์ไพบูลย์ หรือกัน จอมพลัง เอง

พร้อมทั้งฝากเตือนไปยังคุณกันหากมีหมายเรียกหรือหมายจับออกมาว่าให้รับสารภาพ อย่าคิดสู้คดีเพราะเจ้าหน้าที่รวบรวมหลักฐานไว้ละเอียดมาก สู้ไปก็ไม่รอด อีกทั้งยังฝากเตือนผู้ร่วมขบวนการให้ดูช่างเอ๋เป็นตัวอย่างที่รีบเข้าให้การ หากใครไม่อยากตกเป็นผู้ต้องหาร่วมและประสงค์จะกันตัวเองเป็นพยาน สามารถรีบติดต่อตนผ่านทางเพจเฟซบุ๊กได้ทันที


นายษิทรายืนยันว่า หลักฐานที่มีอยู่อย่างครบถ้วนสามารถเอาผิด กัน จอมพลัง ได้อย่างแน่นอน เนื่องจากดีเอสไอทำงานอย่างเต็มที่และตรวจพบความผิดปกติทั้งเรื่องเส้นทางการเงิน การจัดซื้อสิ่งของในราคาที่สูงเกินจริง รวมถึงเส้นเงินปริศนาที่โอนมาจากต่างประเทศ ซึ่งกำลังตรวจสอบว่าเป็นการฟอกเงินผ่านมูลนิธิหรือไม่ โดยคาดว่าภายในไม่เกิน 10 วันนี้น่าจะมีการออกหมายเรียกให้เข้ามาพบ ซึ่งหากชี้แจงไม่ได้จึงจะออกหมายจับตามขั้นตอน นอกจากนี้ยังพบหลักฐานเด็ดอีกหลายประการ เช่น การนำเงินมูลนิธิไปจ่ายค่าจ้างการ์ดซึ่งมีหลักฐานใบสลีปชัดเจน การตั้งบริษัทนอมินี การพัวพันกับเว็บพนันออนไลน์ ข้อมูลการเดินทางเข้า-ออกระหว่างไทยกับกัมพูชาทุก 3 วันในช่วงทำเว็บพนัน รวมถึงได้พาพยานซึ่งเป็นเจ้าของตึกให้เช่ามายืนยันว่ามีการเช่าสถานที่ทำเว็บพนันจริง ถือว่าครบองค์ประกอบความผิด เหลือเพียงการสอบปากคำผู้เกี่ยวข้องและแกะรอยเส้นทางการเงินในวงรอบที่ 3 และ 4 ต่อไป

ขณะที่ พล.ร.ต.ชรัมม์ภากร ได้เปิดเผยถึงข้อเท็จจริงกรณีที่ กัน จอมพลัง อ้างว่านำเงินมาช่วยเหลืองานชายแดนถึง 200 ล้านบาท โดยระบุว่าเมื่อมาทบทวนดูแล้ว ยอดเงินที่ใช้จริงมองว่า 50 ล้านบาทก็ยังชี้แจงยาก หรืออาจไม่ถึง 10 ล้านบาทด้วยซ้ำ เนื่องจากสิ่งปลูกสร้างอย่างบังเกอร์ไม่มีการก่อสร้างเลยแม้แต่อันเดียว มีเพียงตู้คอนเทนเนอร์มือสองประมาณ 50–60 ตู้ ที่ซื้อมาตู้ละ 30,000 บาท รวมถึงกล้องวงจรปิดและการเดินสายไฟหม้อแปลง ซึ่งรวมค่าใช้จ่ายทั้งหมดอย่างไรก็ไม่ถึง 200 ล้านบาท อีกทั้งตู้คอนเทนเนอร์ที่มีการติดตั้งเครื่องปรับอากาศนั้น ไม่ได้ติดเพื่อให้ทหารใช้งาน แต่มีไว้สำหรับทีมงานไลฟ์สดของ กัน จอมพลัง ที่ขึ้นมาทำคอนเทนต์โปรโมตเพื่อเปิดรับเงินบริจาคเข้าบัญชีธนาคาร สำหรับชนวนเหตุความขัดแย้งในอดีต เกิดขึ้นช่วงต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา เมื่อตนได้เข้าไปตักเตือน กัน จอมพลัง เรื่องการเคลื่อนไหวบริเวณชายแดนที่อาจขัดต่อบันทึกข้อตกลงและมาตรการลดความตึงเครียดของกระทรวงกลาโหม ทำให้ กัน จอมพลัง เกิดความไม่พอใจ ออกสื่อกล่าวหาตนว่าเป็นนักรบห้องแอร์ เมาสุราโทรไปต่อว่า และใช้คอนเทนต์พร้อมกลุ่มแฟนคลับกดดันให้ตนถูกย้ายออกจากพื้นที่ เพื่อแสดงอิทธิพลว่าตนเองมีอำนาจเหนือข้าราชการ สามารถสั่งย้ายนายทหารระดับสูง หรือข้ามหน้าข้ามตาไปนั่งหัวโต๊ะสอบสวนแทนตำรวจและตำหนิรองผู้ว่าราชการจังหวัดได้ ซึ่งนายษิทราได้กล่าวเสริมในประเด็นนี้ว่า รวมถึงกรณีการนั่งเฮลิคอปเตอร์ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ การพาบอดี้การ์ดเดินเข้า-ออกพื้นที่สู้รบชายแดนได้อย่างอิสระทั้งที่ภรรยานายทหารในพื้นที่ยังเข้าไม่ได้ ซึ่งมองว่าเป็นการสร้างภาพลักษณ์เพื่อหาประโยชน์เข้ามูลนิธิ

ในช่วงท้าย นายษิทราสรุปว่า ปัจจุบันมีพยานเข้าให้ข้อมูลกับดีเอสไอแล้วกว่า 10 ปาก และจะมีทยอยเข้ามาเพิ่มเรื่อย ๆ โดยยอมรับว่าคดีของ กัน จอมพลัง มีความยากและซับซ้อนกว่าคดีของ น.ส.ปนัดดา มาก เนื่องจากเคสของ น.ส.ปนัดดา เป็นการโอนเงินเพียงไม่กี่ทอด แต่เคสของ กัน จอมพลัง มีลักษณะวางแผนจัดตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อโกงเงินอย่างเป็นระบบและซ่อนเงื่อน ทั้งนี้ขอชื่นชมตำรวจสอบสวนกลางที่เร่งรัดคดี น.ส.ปนัดดา ได้อย่างรวดเร็ว และขอส่งกำลังใจให้ดีเอสไอเดินหน้าทำคดีนี้ โดยตนและทีมงานจะคอยติดตามกดดันการทำงานอย่างใกล้ชิด

ส่วนกรณีที่ น.ส.ปนัดดา และสามีกำลังถูกควบคุมตัวมาดำเนินคดีที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง นายษิทราได้แนะนำให้ญาติเตรียมฟูกและหมอนมาให้เพราะในห้องควบคุมไม่มี ต้องนอนบนพื้นแข็ง เชื่อว่าทั้งสองคนคงมีความทุกข์ใจอย่างมาก และคาดว่าในวันพรุ่งนี้พนักงานสอบสวนจะคุมตัวไปฝากขังต่อศาล ซึ่งโอกาสได้รับการประกันตัวแทบเป็นไปไม่ได้เนื่องจากมีผู้เสียหายจำนวนมาก มูลค่าความเสียหายสูง และตำรวจคัดค้านประกันตัวแน่นอน ต้องไปลุ้นความเมตตาจากศาลเพียงอย่างเดียว

ส่วนประเด็นที่ น.ส.ปนัดดา เคยยื่นหนังสือแสดงความบริสุทธิ์ใจโดยอ้างภาระดูแลลูกเล็กนั้น มองว่าไม่มีน้ำหนักพอเพราะผู้ต้องทุกคนต่างก็มีลูก ศาลจะพิจารณาจากอัตราโทษและความหนักเบาของข้อหาเป็นหลัก ซึ่งคดีนี้มีโทษสูงถึง 20 ปี และเมื่อดูจากเส้นทางการเงินแล้วแทบสู้ไม่ได้ ซึ่งไม่ว่าจะรับสารภาพหรือสู้แล้วแพ้ โทษก็เท่ากันคือ 20 ปี