คณะ กมธ.การกฎหมายฯ สัดส่วนพรรคภูมิใจไทย โต้มติ กมธ. ไม่ชอบด้วยกฎหมาย

วันศุกร์ที่ 6 พฤศจิกายน 2569 เวลา 11.20 นาฬิกา ณ ห้องแถลงข่าว ชั้น 1 อาคารรัฐสภา นายศุภชัย ใจสมุทร สส.พรรคภูมิใจไทย ในฐานะรองประธานคณะ กมธ.การกฎหมาย การยุติธรรมและสิทธิมนุษยชน คนที่สอง พร้อมด้วย กมธ. สัดส่วนพรรคภูมิใจไทย แถลงข่าวกรณีที่เกิดขึ้นในคณะ กมธ.การกฎหมายฯ ว่า ในฐานะ กมธ. การกฎหมายฯ พร้อมกับ กมธ. ท่านอื่น ๆ รวมทั้งหมด 5 ท่าน จากพรรคภูมิใจไทย ที่เป็นฝ่ายรัฐบาล ขอแถลงชี้แจงประเด็นที่เกิดขึ้นเมื่อวาน (5 พฤศจิกายน 2569) ซึ่งมีการประชุมและวาระการประชุมที่ชัดเจน คือ ในช่วงเช้า เป็นการพิจารณา เรื่อง พิจารณาศึกษาและติดตามตรวจสอบการอำนวยความยุติธรรม กรณีคนร้ายใช้อาวุธปืนลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และในช่วงบ่าย เป็นการพิจารณากรณีการสร้างหลักฐานเท็จ และการรับตัวผู้ต้องกักคนต่างด้าวออกจากสถานกักตัวของสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง แต่สิ่งที่เกิดขึ้นหลังการประชุมเสร็จสิ้น และมีการพิจารณาในเรื่องวาระอื่น ๆ ซึ่ง กมธ.ฝ่ายรัฐบาลได้ออกจากห้องประชุมไปแล้ว ปรากฏว่าประธาน กมธ. ได้ยกประเด็นเรื่องการมีหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรเพื่อให้ดำเนินการต่อนายกรัฐมนตรีและอธิบดีกรมการปกครอง กรณีฝ่าฝืนพระราชบัญญัติอำนาจเรียกของคณะกรรมาธิการของสภาผู้แทนราษฎรและวุฒิสภา พ.ศ. 2568 โดยเรื่องดังกล่าวไม่ได้มีในวาระการประชุม และในระหว่างการพิจารณามี กมธ. อยู่ในห้องประชุม 6 ท่าน ซึ่งได้มีการติดตาม กมธ. ฝ่ายค้านอีกหนึ่งท่านมาเข้าประชุมรวมเป็น 7 คน แต่ประธานคณะ กมธ. ไม่ได้สั่งให้ฝ่ายเลขาฯ ติดตาม กมธ. ฝ่ายรัฐบาลมาเข้าร่วมพิจารณาเรื่องดังกล่าว ทำให้การประชุมในขณะนั้นไม่เป็นไปตามข้อบังคับ คือ ต้องมีจำนวนมากกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 8 คนขึ้นไป เนื่องจากในช่วงเช้ามี กมธ. ทั้งหมด 14 คน เพราะ กมธ. สัดส่วนจากพรรคเพื่อไทยได้ขอลาออก แต่ในช่วงเวลาประมาณ 14.00 น. มีการขอตั้ง กมธ. แทนตำแหน่งที่ว่างลง จึงทำให้มี กมธ. ทั้งหมด 15 คน องค์ประชุมต้องมีมากกว่ากึ่งหนึ่ง คือ 8 คน การดำเนินการดังกล่าวจึงไม่ชอบด้วยข้อบังคับฯ ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ และไม่เป็นไปตามแนวทางที่สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้แจ้งสิ่งที่ควรปฏิบัติ

ขอตั้งคำถามไปยังประธานคณะ กมธ. ว่าจะต้องดำเนินการให้เป็นไปตามข้อบังคับฯ และข้อบังคับว่าด้วยประมวลจริยธรรมของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและกรรมาธิการ พ.ศ. 2563 ซึ่งผู้ที่เป็น สส. และ กมธ. ต้องดำเนินการให้เป็นไปตามกฎหมายและรัฐธรรมนูญ แต่ท่านกลับละเลยเรื่องนี้ ในฐานะที่เป็นประธานคณะ กมธ. ต้องวางตัวเป็นกลาง หากมีเจตนาไปตรงมา ควรให้เจ้าหน้าที่เชิญ กมธ. ทุกคนมาร่วมการประชุม ดังนั้น สิ่งที่ท่านดำเนินการนี้จึงไม่ชอบตามข้อบังคับ และการมีหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎร ให้เชิญนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงแต่สภาผู้แทนราษฎร กรณีไม่สั่งการให้อธิบดีกรมการปกครองมาชี้แจงต่อคณะ กมธ. พวกเรามีความเห็นว่าหนังสือดังกล่าวไม่ชอบตามข้อบังคับฯ และจะดำเนินการคัดค้านเรื่องการดังกล่าว ทั้งนี้ หากมีประเด็นที่อาจเป็นการกระทำที่ผิดตามประมวลจริยธรรมสภาผู้แทนราษฎรจะดำเนินการต่อไป นอกจากนี้ กมธ. ท่านอื่นก็ไม่มีการประท้วงให้ปฏิบัติตามข้อบังคับฯ สิ่งที่ปรากฏเป็นพยานหลักฐาน คือ ฝ่ายเลขาฯ ได้มีการทักท้วงว่าองค์ประชุมไม่ชอบด้วยกฎหมายเพราะมี กมธ. เพิ่มอีกหนึ่งท่าน แต่ประธานคณะ กมธ. กลับบอกว่ายังไม่ได้รับรายงาน และไม่ดำเนินการให้มีความโปร่งใส ซึ่งจะก่อให้เกิดความเสื่อมเสียต่อคณะ กมธ.การกฎหมายฯ และทำให้เกิดความเสียหายมายังพวกเราที่เป็น กมธ.

สำหรับกรณีเรียกนายกรัฐมนตรีมาชี้แจงหรือให้ถ้อยคำต่อคณะ กมธ. นายกรัฐมนตรีได้เคยมีหนังสือชี้แจงเหตุจำเป็นที่ไม่สามารถมาชี้แจงต่อคณะ กมธ. ได้ เนื่องจากติดภารกิจ และมีหนังสือถึงประธานสภาผู้แทนราษฎรชี้แจงเหตุจำเป็น และการโต้แย้งอำนาจดังกล่าวว่า การดำเนินการกรณีเรื่องการสอบท้องถิ่นไม่ใช่อำนาจหน้าที่ของคณะ กมธ.การกฎหมายฯ ดังนั้น การที่นายกรัฐมนตรีไม่มาชี้แจงจึงไม่มีเจตนาดำเนินจงใจฝ่าฝืนกฎหมายแต่อย่างใด โดยจะทำหนังสือคัดค้าน และร้องเรียนจริยธรรมประธาน กมธ. และหาก กมธ. ท่านอื่นมีพฤติการณ์ในลักษณะเดียวกัน ก็จะดำเนินการร้องเรียนเช่นเดียวกัน