นายกฯ เปิดหลักสูตร วปอ. รุ่น 69 ชูความมั่นคงชาติทุกมิติ ย้ำรัฐ-เอกชน-การเมือง ต้องเป็นทีมเดียวกัน

นายกฯ เปิดหลักสูตร วปอ. รุ่น 69 ชูความมั่นคงชาติทุกมิติ ย้ำรัฐ-เอกชน-การเมือง ต้องเป็นทีมเดียวกัน ลั่น “รัฐบาลไม่มีมุ้ง ไม่มีพรรค มีแต่ทีมไทยแลนด์” เผยส่งออกปีนี้โตเกิน 20% เงินลงทุนไหลเข้า มั่นใจไทยพร้อมรับมือทุกสถานการณ์

วันนี้ (5 พ.ย. 69) เวลา 09.00 น. ที่วิทยาลัยป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีเปิดการศึกษาหลักสูตรการป้องกันราชอาณาจักร (วปอ.) รุ่น 69 ภายใต้แนวคิด “บทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ” โดยมีผู้นำเหล่าทัพเข้าร่วมพิธีนายกรัฐมนตรี กล่าวเปิดพิธีว่า ขอบคุณ วปอ. ที่ให้เกียรติ โดยตนเป็นศิษย์เก่าที่นี่และได้นำความรู้มาปรับใช้ในการทำงาน ทั้งการสร้างสายสัมพันธ์และเครือข่าย ซึ่งล้วนเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง รวมถึงการได้เพื่อนฝูง พี่น้อง และความทรงจำที่ดีจากการศึกษา จึงหวังว่าทุกคนจะได้รับประสบการณ์เช่นเดียวกัน และนำสิ่งเหล่านี้ติดตัวไปหลังสำเร็จการศึกษา

นายกรัฐมนตรี ยืนยันว่าการเรียนหลักสูตรนี้ตลอด 1 ปี เป็นช่วงเวลาที่ทรงคุณค่าอย่างยิ่ง ทุกคนเต็มใจตื่นเช้าเพื่อเข้าร่วมกิจกรรม และที่สำคัญทุกคนยังมีหน้าที่ราชการและธุรกิจที่ต้องรับผิดชอบ หากใครประสบปัญหาก็ยังมีเพื่อนอีกกว่า 300 คนช่วยกันหาทางออก ตราบใดที่ไม่เป็นการกระทำผิดกฎหมาย ขัดรัฐธรรมนูญ หรือศีลธรรม

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า หัวข้อบรรยายวันนี้คือบทบาทของภาครัฐ เอกชน และการเมืองในการรักษาความมั่นคงแห่งชาติ ซึ่งในอดีตเมื่อพูดถึงความมั่นคง เรามักนึกถึงเรื่องการทหาร แต่ปัจจุบันครอบคลุมทั้งเศรษฐกิจ สังคม อาหาร สาธารณสุข สิ่งแวดล้อม เทคโนโลยี และล่าสุดคือพลังงาน ทุกประเด็นล้วนมีความสำคัญและส่งผลต่อความมั่นคงของชาตินอกจากนี้ยังต้องพิจารณาการดำเนินนโยบายต่างประเทศ เพื่อไม่ให้ประเทศไทยเสียเปรียบหรือเพลี่ยงพล้ำในทุกมิติ โดยต้องมีจุดยืนที่เหมาะสม ได้รับเกียรติ ความเชื่อมั่น และความสำคัญบนเวทีโลก ขณะนี้ทั้งข้าราชการการเมือง ข้าราชการประจำ และฝ่ายความมั่นคง ต่างร่วมกันขับเคลื่อนนโยบายด้านความมั่นคงทุกมิติอย่างมุ่งมั่น เพื่อให้ประเทศมีความมั่นคงในระดับที่วางใจได้

สำหรับนักศึกษา วปอ. รุ่นนี้ มีบุคลากรจากหลายภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับความมั่นคง ทั้งด้านเศรษฐกิจจากธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงการคลัง และภาคเอกชน ด้านสังคมจากเครือข่ายประชาสังคมและกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ด้านพลังงานจากทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงด้านอาหารที่มีปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ร่วมศึกษา ซึ่งถือเป็นโอกาสในการสร้างเครือข่ายระหว่างภาคส่วนต่าง ๆ

นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงความสำคัญของความมั่นคงทางอาหารว่า เรื่องนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง โดยยกตัวอย่างสถานการณ์ในยุโรปที่มีการปรับเพิ่มอุณหภูมิตู้แช่แข็งในเครือข่ายอาหารทั่วภูมิภาค จนทำให้อาหารเน่าเสียทั้งหมด ซึ่งตนรู้สึกสะเทือนใจ แต่ในอีกมุมหนึ่งก็มองว่าเป็นโอกาสของประเทศไทย เพราะไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารสำคัญของโลก และสามารถนำจุดแข็งนี้ไปสร้างความเชื่อมั่นกับนานาประเทศได้

ทั้งนี้ ประเทศไทยมีนโยบายชัดเจนที่จะเป็นประเทศที่มีความมั่นคงทางอาหาร และทำให้ทั่วโลกเห็นความสำคัญของไทย เพราะแม้พลังงานอย่างน้ำมันจะมีความสำคัญ แต่ไม่สามารถนำมาดื่มกินได้ หากไม่มีอาหารก็ไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้ ดังนั้นไทยต้องสร้างความแข็งแกร่งด้านการผลิต การแปรรูป และการพัฒนาอุตสาหกรรมอาหารอย่างเต็มรูปแบบ ทั้งข้าว ผลไม้ พืชผัก และเนื้อสัตว์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพครบถ้วน พร้อมขอให้ปลัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์นำประเด็นความสำคัญของห่วงโซ่อุปทานอาหารมาหารือกับนักศึกษา วปอ. เพื่อร่วมกันคิดว่าจะสร้างความมั่นคง ความยั่งยืน รายได้ และโอกาสให้ประเทศไทยได้อย่างไร โดยเฉพาะการยกระดับคุณภาพชีวิตเกษตรกร ซึ่งเป็นประชากรส่วนใหญ่ของประเทศ ให้สามารถสร้างรายได้และพึ่งพาตนเองได้ ไม่ใช่รอรับความช่วยเหลือจากภาครัฐ เช่น เงินช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท หรือเงินชดเชยต่าง ๆ ซึ่งไม่ใช่แนวทางที่ยั่งยืน

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า จากสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน ทำให้ประเทศไทยมองเห็นโอกาสข้างหน้าได้ชัดเจนมากขึ้น ขณะเดียวกันปัจจัยสนับสนุนด้านอื่นก็มีความพร้อม โดยสถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือระดับโลกทั้ง 3 แห่ง ยังคงจัดอันดับประเทศไทยในระดับ 3D พลัส และปรับแนวโน้มความน่าเชื่อถือจาก Negative Outlook เป็น Positive Outlook ซึ่งสะท้อนถึงความเชื่อมั่นต่อพื้นฐานเศรษฐกิจ เสถียรภาพการบริหารประเทศ ศักยภาพการเพิ่มผลผลิต ความสงบของสังคม และเสถียรภาพรัฐบาลอีกทั้งสิ่งเหล่านี้ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง มีเงินลงทุนไหลเข้าประเทศ นักลงทุนมองเห็นความพร้อมของไทยและนำเงินลงทุน รวมถึงเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามา ซึ่งถือเป็นอีกบริบทหนึ่งที่ประเทศไทยกำลังเปลี่ยนแปลงไป

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ในอดีตภาคธุรกิจต่างชาติที่เข้ามาลงทุนในประเทศไทย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะค่าแรง ค่าครองชีพ และอาหารราคาถูก ทำให้ไทยเป็นฐานรับจ้างผลิตโดยใช้แรงงานต้นทุนต่ำ ขณะที่ผลกำไรส่วนใหญ่อยู่กับผู้ประกอบการต่างชาติ แต่ปัจจุบันประเทศไทยได้ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรม จนทำให้นักลงทุนรายใหญ่ไม่ได้เข้ามาเพราะค่าแรงถูกอีกต่อไป แต่เห็นถึงศักยภาพด้านการกระจายสินค้า โครงสร้างพื้นฐาน ระบบขนส่ง ความน่าเชื่อถือ และเสถียรภาพของระบบไฟฟ้าและพลังงาน

นายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า นักลงทุนสามารถนำเครื่องจักรและเทคโนโลยีขั้นสูงเข้ามาใช้ในประเทศไทยได้ โดยมีความมั่นใจในระบบสาธารณูปโภค รวมถึงการพัฒนาโครงข่ายรถไฟความเร็วสูง และระบบขนส่งสินค้าทั้งทางบก ทางน้ำ และทางอากาศ ซึ่งเชื่อมโยงทั้งระดับประเทศและภูมิภาค ทำให้ไทยมีศักยภาพเป็นศูนย์กลางการขนส่งสินค้าและสำนักงานใหญ่ของบริษัทข้ามชาติ ไม่ใช่เพียงศูนย์กลางในอาเซียนเท่านั้น แม้นักลงทุนอาจไม่ได้เข้ามาเพราะความรักประเทศไทย แต่จำเป็นต้องใช้ไทยเป็นฐานในการขยายธุรกิจและเครือข่ายการผลิต เพราะหากไม่มีประเทศหรือฐานการผลิตที่รองรับการขยายกำลังการผลิต ก็อาจไม่สามารถแข่งขันกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้นอกจากนี้ด้านสิ่งแวดล้อม ประเทศไทยต้องเปลี่ยนผ่านไปสู่เป้าหมาย Net Zero ซึ่งเชื่อมโยงกับการใช้พลังงาน โดยต้องลดการพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลและหันมาใช้พลังงานจากธรรมชาติให้มากขึ้น

ส่วนด้านเทคโนโลยี นักลงทุนที่เข้ามาจะพิจารณาด้วยว่าคนไทยมีระดับการศึกษาที่สามารถพัฒนาทักษะเพิ่มเติมได้หรือไม่ เพราะจะทำให้การจ้างงานไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการใช้แรงงาน แต่เป็นการใช้ความรู้ สมอง และประสบการณ์ ซึ่งจะสร้างงานให้กับคนในประเทศด้วย

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การรักษาความมั่นคงของชาติจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคการเมือง โดยต้องร่วมกันต่อยอดจากพื้นฐานที่ประเทศไทยมีอยู่ และคำที่ต้องอยู่คู่กับความมั่นคงคือเสถียรภาพ เพราะหากมีความแข็งแกร่งแต่ผู้กำกับดูแลไม่มีเสถียรภาพ ก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อได้ เปรียบเหมือนอาคารที่ได้รับการออกแบบอย่างดี แต่เมื่อขาดเสถียรภาพทางการเงินจนธนาคารไม่ปล่อยสินเชื่อ สุดท้ายก็กลายเป็นอาคารร้างและไม่สามารถใช้ประโยชน์ได้สำหรับเสถียรภาพฝ่ายบริหาร ตนให้ความสำคัญอย่างมาก โดยรัฐบาลต้องบริหารทั้งประเทศและการเมืองให้ดี ดังนั้น ในคณะรัฐมนตรีของตนจึงไม่มีคำว่ามุ้ง ไม่มีคำว่าพรรค แต่มีเพียงคำว่าทีม ทุกคนต้องเป็นทีมเดียวกัน เป็นรัฐบาลของประชาชนและประเทศชาติ มีเป้าหมายสร้างความเจริญก้าวหน้าให้กับชาติ แต่ละกระทรวงต้องสนับสนุนภารกิจของกันและกัน เพื่อให้นโยบายรัฐบาลขับเคลื่อนได้อย่างมีประสิทธิภาพ

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า สำหรับข้าราชการประจำ ทุกคนคือทีมไทยแลนด์ การทำงานต้องราบรื่นและร่วมมือกันอย่างมีเสถียรภาพ เพราะทุกคนต่างทำงานเพื่อบ้านเมือง ในยุคนี้ข้าราชการประจำไม่จำเป็นต้องเข้ามาเล่นการเมือง แต่ต้องเป็นหนึ่งเดียวกัน

“ไม่ต้องมาบอกว่าเด็กคนนี้เป็นสายคนนี้ ไม่มีแล้วครับ ถามผมสิครับ ผมพ้นจากตำแหน่ง มท.1 มา ผมไปสนามบินต่างจังหวัด ผมแทบจะต้องหายใจลึก ๆ คนหายไปไหนหมดก็ไม่รู้ จากที่เคยมามืดฟ้ามัวดิน เด็กคนนั้นสายพี่หนู เขารู้เรื่องดีครับ เด็กพี่หนูสายพี่หนู ถ้าพี่หนูเป็น มท.1 มีมา พี่หนูเป็นนายกฯ มี แต่พี่หนูเจอมาแล้วครับ เพราะฉะนั้นทุกวันนี้พี่หนูไม่มีเด็กครับ มีแต่ทีมครับ แล้วต้องทำความเข้าใจกับตัวเองว่าทำงานให้กับบ้านเมือง ทำงานให้กับประเทศชาติ ไม่ว่าจะเป็นเด็กใคร เด็กเขา ทำงานได้ต้องทำหมด แต่เราต้องปล่อยวางเมื่อเราหมดบทบาทเมื่อไหร่ เราอาจจะต้องไปรอเขาชั่วโมงครึ่งเพื่อขอพบปลัดกระทรวงมหาดไทยก็ได้ ใครจะไปรู้ เพราะฉะนั้นเราต้องดูว่าที่เราทำ ทำโดยหน้าที่ โดยภารกิจ โดยความรับผิดชอบ โดยประชาชนส่งให้มาทำหน้าที่นี้ ถ้าจะจบก็ต้องจบในหน้าที่ ไม่ต้องไปลากใครมา หรือเชิญคนนั้นคนนี้มาให้มาหาไม่ได้แล้ว หากจะใส่หัวโขน ต้องใส่ให้ถูกที่” นายกรัฐมนตรี กล่าว

นายกรัฐมนตรี ระบุด้วยว่า การทำงานร่วมกันระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการประจำจะผ่านไปได้ด้วยดี โดยปัจจุบันสิ่งเหล่านี้กำลังเกิดขึ้นในระบบบริหารราชการแผ่นดินของประเทศไทย ซึ่งตนนำทั้งประสบการณ์ ความสุข ความขมขื่น และความเข้าใจในบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบมาผสมผสานในการบริหารราชการแผ่นดิน

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า ขณะนี้ได้รับความร่วมมือจากข้าราชการทุกภาคส่วนเป็นอย่างดี ทุกหน่วยงานรับนโยบายรัฐบาลไปขับเคลื่อน แม้จะมีผู้วิพากษ์วิจารณ์หรือเผยแพร่ข่าวปลอม ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สามารถห้ามได้ แต่สิ่งที่ไม่สามารถปฏิเสธได้คือตัวชี้วัดต่าง ๆ ทั้งการจัดอันดับประเทศไทย มูลค่าการส่งออกที่ปีนี้เติบโตมากกว่า 20% ผลผลิตที่เพิ่มขึ้น เงินลงทุนที่เข้ามา การดูแลประชาชนที่เพิ่มขึ้น และการจัดเก็บภาษีที่มากขึ้น ซึ่งเป็นผลลัพธ์จากการทำงานร่วมกันเป็นทีมไทยแลนด์ขณะที่ราคาข้าว มันสำปะหลัง ยางพารา และสินค้าเกษตรหลักของประเทศปรับตัวสูงขึ้น ล้วนเป็นปัจจัยเชิงบวกที่ช่วยสร้างรายได้ให้ประเทศและเกษตรกรมากขึ้น รวมถึงความมั่นคงด้านพลังงาน แม้หลายประเทศจะเผชิญกับต้นทุนพลังงานที่สูงขึ้น แต่ประเทศไทยได้รับผลกระทบเฉพาะส่วนความผันผวนของราคาน้ำมันดิบที่นำเข้า ขณะที่การจัดเก็บภาษีและการบริหารจัดการไม่ได้เพิ่มขึ้น

อย่างไรก็ตาม ประเทศไทยจำเป็นต้องเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานและลดการพึ่งพาการนำเข้า โดยได้เตรียมโครงสร้างพื้นฐานรองรับการใช้รถยนต์ไฟฟ้า (EV) ที่เพิ่มขึ้น เพื่อลดการใช้น้ำมัน พร้อมขอให้ทุกภาคส่วนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการใช้น้ำมันดีเซล B20 โดยรัฐบาลได้ปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมัน B20 เพื่อสนับสนุนเกษตรกรและภาคธุรกิจขนส่งให้หันมาใช้เชื้อเพลิงชนิดนี้ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความต้องการใช้น้ำมันปาล์ม หลังจากในอดีตมีผลผลิตมากเกินความต้องการจนต้องทำลายทิ้ง แต่ปัจจุบันสามารถนำมาใช้เป็นเชื้อเพลิงได้

นายกรัฐมนตรี กล่าวด้วยว่า ขอให้ทุกภาคส่วนช่วยกันคิดและนำข้อเสนอมาแลกเปลี่ยน ก่อนนำเสนอต่อรัฐบาลเพื่อพัฒนาเป็นนโยบายและดำเนินการให้เกิดผล เพื่อสร้างความมั่นคงให้ประเทศ โดยขอยืนยันว่าขณะนี้ประเทศไทยมีองค์ประกอบและปัจจัยครบถ้วนที่จะทำให้ประเทศแข็งแกร่ง ส่วนปัญหาความมั่นคงกับประเทศเพื่อนบ้านนั้นไม่ต้องกังวล เพราะมีผู้เกี่ยวข้องหลายคนในห้องนี้ที่สามารถควบคุมสถานการณ์ได้เป็นอย่างดี และประเทศไทยไม่มีใครสามารถเข้ามารุกราน คุกคาม หรือเปลี่ยนแปลงอะไรได้ส่วนเสถียรภาพทางการเมือง

นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า รัฐบาลจะไม่ดำเนินการใด ๆ ที่ผิดเพี้ยน ไม่รับฟังเสียงประชาชน หรือกระทำผิดกฎหมายและขัดรัฐธรรมนูญ โดยบริบททางการเมืองของรัฐบาลชุดนี้เปลี่ยนแปลงไปแล้ว ผู้ที่คิดไม่ดีต่อบ้านเมืองหรือมุ่งแสวงหาผลประโยชน์ส่วนตัวจะต้องเผชิญกับการตรวจสอบหลายด้าน ไม่ใช่เฉพาะจากภายนอก แต่ภายในรัฐบาลเองก็มีการตรวจสอบเช่นกันรัฐบาลให้ความสำคัญกับการทำงานร่วมกัน โดยข้าราชการประจำต้องเข้ามามีส่วนร่วมเสนอแนวทางและขับเคลื่อนโครงการต่าง ๆ ให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว กล้าทำในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะการรักษาความมั่นคงของชาติเป็นภารกิจร่วมกันของทุกภาคส่วน ทั้งการเตรียมความพร้อมรับมือกับสถานการณ์ที่คุ้นเคยและความท้าทายใหม่ ๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต

นายกรัฐมนตรี กล่าวอีกว่า การกลับมาที่ วปอ. ครั้งนี้ อยากฝากนักศึกษาว่าสิ่งที่จะได้รับจากการศึกษาไม่ได้จำกัดอยู่เพียงความรู้ในห้องเรียน แต่ยังรวมถึงการเข้าใจวิธีคิดของคนจากภาคส่วนอื่น ๆ และนำมาผสมผสานเป็นพลังขับเคลื่อนประเทศ โดยเชื่อว่าเครือข่ายที่ทุกคนกำลังสร้างขึ้นจะเป็นกำลังสำคัญในการทำให้ประเทศไทยเข้มแข็งขึ้นในอนาคตนายกรัฐมนตรีระบุอีกว่า ตนจะไม่ตั้งเป้าหมายในสิ่งที่ทำไม่ได้แล้วมานั่งหาข้อแก้ตัว แต่จะทำอย่างพอเพียง โดยกำหนดเป้าหมายที่สามารถเอื้อมถึงและใช้กำลังความสามารถที่มีอยู่ทำให้สำเร็จด้วยเจตนาที่ดี เมื่อไปถึงเป้าหมายแล้วจึงต่อยอดด้วยพลังขับเคลื่อนของตัวเอง

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวถึงการทำงานในรัฐบาลสมัยแรกว่า ช่วงแรกเข้ามาเป็นรัฐบาลเสียงข้างน้อย ไม่มีใครคาดคิดว่าจะสามารถต่อเนื่องมาถึงสมัยที่ 2 ได้ โดยรัฐบาลมีเวลาเพียง 4 เดือน จึงใช้แนวคิด Quick Win ทำทุกอย่างให้ดีที่สุด ทั้งการป้องกันประเทศ การสนับสนุนทุกด้านให้เกิดความปลอดภัย และการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่เวทีโลก ในช่วงดังกล่าวประเทศไทยมีโอกาสเป็นเจ้าภาพการประชุมเอเปกและอาเซียน ทำให้ได้พบปะผู้นำจากทั่วโลกและต่อยอดความร่วมมือระหว่างประเทศอีกทั้งยังได้รับพระมหากรุณาธิคุณที่เสด็จพระราชดำเนินเยือนประเทศจีน ทำให้ความร่วมมือระหว่างไทยกับจีนที่ผู้นำทั้งสองประเทศได้หารือกันสามารถนำไปดำเนินการต่อยอดได้อย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศพัฒนาไปด้วยดี และเป็นการนำประเทศไทยกลับเข้าสู่แผนที่โลกอีกครั้ง

ส่วนการดำเนินนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น โครงการคนละครึ่งพลัส การยกระดับทักษะประชาชนให้เข้าถึงเทคโนโลยี และโครงการไทยช่วยไทยพลัส ล้วนช่วยเพิ่มเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ สร้างรายได้และเพิ่มการจัดเก็บภาษีของรัฐ ซึ่งเป็นผลจากการเพิ่มมูลค่าของโครงการต่าง ๆ ที่รัฐบาลเร่งดำเนินการเพื่อประชาชนสำหรับการกลับมาบริหารประเทศในสมัยที่ 2 จะเป็นการดำเนินนโยบายระยะยาว (Long Term) ควบคู่กับนโยบาย Quick Win ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง โดยหนึ่งในเป้าหมายสำคัญคือการยกระดับประเทศไทยเข้าสู่การเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ซึ่งจะทำให้ไทยสามารถยกระดับความสัมพันธ์และการเจรจากับประเทศสมาชิกในระดับที่เท่าเทียมกัน

นายกรัฐมนตรี กล่าวต่อว่า หากนักศึกษามีข้อเสนอหรือนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติ ขอให้นำมาระดมความคิดและส่งต่อให้รัฐบาล เพราะการทำให้สิ่งที่ทุกคนอยากเห็นในประเทศไทยเกิดขึ้นจริงจำเป็นต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย

นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้พูดคุยกับผู้บัญชาการสถาบันป้องกันประเทศและผู้อำนวยการ วปอ. ซึ่งแจ้งว่าในปีนี้จะเดินทางไปเยี่ยมเหล่าทัพ หน่วยงานต่าง ๆ รวมถึงกระทรวงสาธารณสุข โดยตนได้สอบถามกลับว่าไม่คิดจะมาเยี่ยมทำเนียบรัฐบาลบ้างหรือไม่ ซึ่งจะมอบหมายให้ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรีและปลัดกระทรวงมหาดไทยบรรยายสรุปนโยบายและแนวทางการขับเคลื่อนรัฐบาล เพื่อให้นักศึกษาได้เรียนรู้การทำงานของฝ่ายปกครองและการบริหารราชการแผ่นดินในมิติของฝ่ายพลเรือนด้วย