“ปานเทพ” ยันมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินพร้อมให้ตรวจสอบทุกวัน

“ปานเทพ” ยันมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินพร้อมให้ตรวจสอบทุกวัน แจงเงินบริจาคพุ่งเกือบ 300 ล้านบาท ช่วงชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดเผยทั้งรายรับ-รายจ่าย ย้ำยื่นงบดุลครบทุกปี ลั่นผู้ตรวจสอบคนอื่นต้องไม่มีแผล พร้อมหนุนรัฐออกกฎทุกมูลนิธิเปิดบัญชีต่อสาธารณะ

เมื่อเวลา 09.00 น. วันที่ 6 พ.ย. 2569 ที่ศาลาว่าการกรุงเทพมหานคร เสาชิงช้า อาจารย์ปานเทพ พัวพงษ์พันธ์ เดินทางมายื่นหนังสือต่อผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กรณีคัดค้านการยกเลิกผังเมืองปี 2569 และเรียกร้องให้ทบทวนการจัดการพื้นที่แก้มลิงเพื่อประโยชน์ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาน้ำท่วม

นอกจากนี้ อาจารย์ปานเทพยังได้ตอบคำถามกรณีที่นายษิทรา เบี้ยบังเกิด หรือทนายตั้ม ยื่นเรื่องขอให้ตรวจสอบมูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดิน โดยอ้างข้อมูลว่าในปี 2567 มียอดเงินบริจาคประมาณ 70,000 บาท แต่ในปี 2568 กลับเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 300 ล้านบาท และมีการใช้จ่ายเงินไปเกือบทั้งหมด จึงต้องการให้ตรวจสอบว่าเงินบริจาคดังกล่าวมีส่วนต่างหรือมีการนำไปใช้ผิดวัตถุประสงค์หรือไม่อาจารย์ปานเทพกล่าวว่า มูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินเปิดให้ตรวจสอบมาโดยตลอด ตามสิทธิอันสุจริตของประชาชน เนื่องจากมูลนิธิมีแนวทางทำงานด้วยความโปร่งใส และเมื่อเป็นองค์กรที่ทำหน้าที่ตรวจสอบผู้อื่นอย่างเข้มข้น ก็ต้องทำให้ตัวเองไม่มีข้อบกพร่องเช่นกัน

โดยยืนยันว่า ปัจจุบันมีผู้ตรวจสอบมูลนิธิอยู่ทุกวัน และหากพบความผิดปกติก็สามารถดำเนินการได้ พร้อมอธิบายว่า รายรับหลักของมูลนิธิในช่วงที่ผ่านมา มาจากเงินบริจาคของคุณอ้อย จตุพร อุบลเลิศ ซึ่งบริจาคด้วยเหตุผลที่ตนและนายสนธิ ลิ้มทองกุล ไม่รับค่าตอบแทนจากการทำงาน แม้จะมีสิทธิ์ได้รับก็ตามส่วนกรณีที่ยอดเงินบริจาคเพิ่มขึ้นอย่างมากในปี 2568 นั้น เกิดขึ้นในช่วงสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชา โดยภาคประชาสังคมและผู้ที่ติดตามสถานการณ์เห็นว่ามูลนิธิยามเฝ้าแผ่นดินมีความเหมาะสมในการเป็นตัวกลางรับบริจาค เนื่องจากมีแนวทางตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูล

อาจารย์ปานเทพ ระบุว่า ในการรับบริจาคได้เปิดเผยช่องทางอย่างชัดเจน โดยให้ประชาชนโอนเงินเข้าบัญชีมูลนิธิโดยตรง ไม่รับเงินเข้าบัญชีส่วนตัว ส่วนการใช้จ่ายก็มีการแจ้งวัตถุประสงค์ล่วงหน้าว่าจะนำเงินไปดำเนินการเรื่องใดและใช้งบประมาณเท่าใด เพื่อให้ผู้บริจาคตัดสินใจก่อนร่วมบริจาค

สำหรับเงินที่เหลือจากการดำเนินกิจกรรม เดิมมีแนวทางจะนำไปช่วยเหลือกองทัพ แต่เมื่อกองทัพภาคที่ 2 แจ้งว่าไม่ต้องการรับเงินบริจาคโดยตรง และต้องการการสนับสนุนด้านยุทโธปกรณ์และอุปกรณ์ที่จำเป็น มูลนิธิจึงประสานงานเพื่อจัดหาอุปกรณ์ตามความต้องการของกองทัพ

ทั้งนี้ ในส่วนของรายละเอียดอุปกรณ์และคุณลักษณะบางประการ ไม่สามารถเปิดเผยได้ทั้งหมดตามคำร้องขอของกองทัพ เนื่องจากเกรงว่าจะกระทบต่อความมั่นคงและทำให้ฝ่ายตรงข้ามล่วงรู้ข้อมูล แต่ยืนยันว่ามีการเปิดเผยจำนวนและปริมาณการใช้จ่าย พร้อมดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมายและประสานงานกับหน่วยงานรัฐที่เกี่ยวข้อง

ส่วนเงินบริจาคที่ยังคงเหลืออยู่ อาจารย์ปานเทพชี้แจงว่า ส่วนหนึ่งเป็นเงินบริจาคจากคุณอ้อยที่ยังคงค้างอยู่ และอีกส่วนหนึ่งเป็นเงินที่กันไว้รองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน หลังมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างไทยกับกัมพูชา เพื่อใช้สนับสนุนกองทัพในกรณีที่จำเป็นเร่งด่วน เช่น การจัดหาโดรนและระบบต่อต้านโดรน ซึ่งไม่สามารถรอขั้นตอนงบประมาณปกติได้ทันสถานการณ์พร้อมยืนยันว่ามูลนิธิแยกบัญชี แยกวัตถุประสงค์ และแยกการปิดงบประมาณเป็นรายโครงการ ไม่ได้นำเงินไปใช้ผิดประเภท อีกทั้งได้ยื่นเอกสารงบดุลต่อนายทะเบียนครบทุกปี และมีการประชุมคณะกรรมการอย่างต่อเนื่อง

อาจารย์ปานเทพ กล่าวถึงกรณีที่ทนายตั้มออกมาเรียกร้องให้ตรวจสอบว่า ขอบคุณที่ช่วยประชาสัมพันธ์ แต่ผู้ที่ต้องการตรวจสอบควรศึกษาข้อมูลให้ครบถ้วน เพราะกิจกรรม รายรับ และรายจ่ายของมูลนิธิได้เปิดเผยผ่านเฟซบุ๊กและยูทูบมาโดยตลอด ไม่ใช่เพิ่งมาเปิดเผยในช่วงที่มีประเด็นข่าว

“ตราบใดที่เราเป็นผู้ตรวจสอบคนอื่น เราจะต้องไม่มีแผล เรารู้ว่าเรามีศัตรูจำนวนมาก และเชื่อมั่นว่าความสุจริตและความโปร่งใสคือเกราะคุ้มกันที่ดีที่สุด เราจึงไม่กลัวการตรวจสอบเลย”

นอกจากนี้ ยังยืนยันว่าการชี้แจงและการเปิดให้ตรวจสอบครั้งนี้ ไม่ใช่เพราะมีปัญหาหรือความขัดแย้งกับนายสนธิ ลิ้มทองกุล แต่เป็นหลักการทำงานของมูลนิธิที่พร้อมเปิดเผยข้อมูลมาโดยตลอดเมื่อถูกถามถึงความกังวลว่าปัญหาของบางมูลนิธิอาจส่งผลกระทบต่อความศรัทธาของประชาชนในการบริจาคและการทำงานจิตอาสา

อาจารย์ปานเทพ กล่าวว่า อยากให้ประชาชนใช้วิจารณญาณแยกแยะเป็นรายองค์กร ไม่ควรหมดศรัทธาต่อการทำความดี เพราะมูลนิธิและองค์กรจิตอาสายังคงมีความจำเป็นต่อสังคม โดยเฉพาะในสถานการณ์ฉุกเฉินที่หน่วยงานรัฐอาจดำเนินการไม่ทันต่อความเดือดร้อนของประชาชนพร้อมเสนอให้กระทรวงมหาดไทยกำหนดมาตรฐานให้มูลนิธิและสมาคมทั่วประเทศเปิดเผยข้อมูลรายรับ-รายจ่ายต่อสาธารณะ ไม่ใช่เพียงส่งงบการเงินให้นายทะเบียนตามข้อกำหนดทางกฎหมาย เพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบได้ว่าแต่ละองค์กรมีเงินบริจาคเท่าใด นำไปใช้ทำอะไร และมีเงินเหลืออยู่เท่าใด

อาจารย์ปานเทพ กล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับคนรุ่นใหม่ที่ต้องการทำงานจิตอาสาและช่วยเหลือสังคม ขอให้ยึดหลักความสุจริตและความโปร่งใส เปิดเผยทั้งรายรับและรายจ่ายอย่างต่อเนื่อง เพราะการเปิดเผยข้อมูลไม่เพียงเป็นเกราะคุ้มกันให้องค์กร แต่ยังช่วยรักษาความเชื่อมั่นของประชาชน และทำให้คุณค่าของการช่วยเหลือผู้อื่นยังคงอยู่ในสังคมไทย