นับแต่ปี 2565 เป็นต้นมา สำนักงานคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ตกอยู่ในวังวนแห่งความขัดแย้ง อาจเป็นเพราะว่าเป็นองค์กรอิสระที่อุดมด้วยผลประโยชน์มหาศาล พวกนายทุนหรือกลุ่มทุน ต่างหมายปองเข้ามากอบโกย

ปฐมบทแห่งความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นเมื่อมีการตั้ง คณะกรรมการ กสทช.ชุดที่ 2 ปี 2565 ลากยาวมาถึงปัจจุบัน กลายเป็นมหากาพย์แห่งความขัดแย้งที่พุ่งเป้าไปยัง นพ.สรณ บุญใบชัยพฤกษ์ ประธาน กสทช. มีคณะกรรมการประกอบด้วย นายศุภัช ศุภัชลาศัย น.ส.พิรงรอง รามสูต นายต่อพงศ์ เสลานนท์ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ หร่ายเจริญ และ นายสมภพ ภูริวิกรัยพงศ์
หากเจาะลึกถึงแบล็คกราวและคอนเนคชันของคณะกรรมการทั้ง 6 คน จะพบว่าไม่ธรรมดา แต่ละคนมีความเชื่อมโยงทั้งนักการเมือง กลุ่มทุนพลังงานและโทรคมนาคมรายใหญ่ เอ็นจีโอ และสื่อมวลชนบางสำนัก ซึ่งความขัดแย้งนี้เกิดขึ้นมาเพราะกลุ่มทุนหรือนายทุน ต้องการที่จะปกป้องผลประโยชน์และช่วงชิงผลประโยชน์ให้กับกลุ่มตัวเองล้วนๆ โดยมีนักการเมือง กรรมการ เอ็นจีโอ และสื่อมวลชน รับหน้าเสื่อขับเคลื่อน มีการวางกลยุทธ์การขับเคลื่อนไว้ค่อนข้างแยบยล ใช้ภาพที่ดูดีของกรรมการบางคน เอ็นจีโอบางกลุ่ม สส.ระบบบัญชีรายชื่อบางพรรคมีภาพลักษณ์ที่คนรุ่นใหม่เชื่อถือ ขับเคลื่อนผ่านสื่อ 1-2 สำนักฯที่มีเครดิตทางสังคม
ผลของการขับเคลื่อนที่รับลูกกันเป็นทอดๆ จนประชาชนที่เสพข่าวมองภาพลักษณ์ฝั่ง นพ.สรณ ในทางร้ายมากกว่าดี ทั้งที่กระบวนการขับเคลื่อนนี้เพื่อสนองตอบนายทุนที่ต้องการให้กสทช.เดินไปในทิศทางที่กลุ่มของตัวเองต้องการ ซึ่งเบื้องหน้าเบื้องหลังแห่งความขัดแย้งเริ่มปะทุขึ้น เมื่อ พล.อ.ท.ธนพันธุ์ อดีตรองเลขาธิการ กสทช. เสนอตัวชิงประธานกสทช. มาพร้อมกับข่าวลือสะพัดว่าที่ลงชิงเนื่องจากมีผู้ใหญ่ให้การสนับสนุน แต่คณะกรรมการกลับลงมติเลือก นพ.สรณ เป็นประธาน
พลันที่ นพ.สรณ นั่งประธานฯ การขับเคลื่อนงานมิได้ราบรื่น เพราะชนวนความขัดแย้งระลอกใหม่ที่ใหญ่กว่าเดิมลุกลามเป็นระดับชาติ เริ่มก่อตัวมาก่อนที่นพ.สรณ จะรับตำแหน่ง ช่วงปลายปี 2564 คือการควบรวมกิจการระหว่าง บริษัท ทูรคอร์เปอเรชั่น จำกัด(มหาชน)กับ บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด(มหาชน)หรือดีเทค
ประเด็นนี้ค้างมากจาก กสทช.ชุดเก่า ทางสภาผู้แทนราษฎรตั้งคณะกรรมาธิการศึกษาอย่างมากมายถึงข้อดีข้อเสีย และคณะกรรมการการแข่งขันทางการค้า(กขค.)โยนภาระให้กับกสทช.ชุด นพ.สรณ เป็นผู้พิจารณา
หากใครติดตามข่าวในช่วงนั้นหรือค้นข่าวย้อนหลังดู จะพบความเคลื่อนไหวของคณะกรรมการฯบางคน และส.ส. 1-2 คน ผ่านสื่อบางสำนักที่รับเงินสนับสนุนจาก กสทช.ปีละ 5 ล้านรับลูกเสนอข่าว คัดค้านการควบรวม กระบวนการคัดค้านอ้างว่าถ้าควบรวม เกรงว่าผู้บริโภคจะเสียผลประโยชน์ โดยเฉพาะการแข่งขันด้านบริการ เป็นเหตุผลที่ดูดีสังคมตอบรับ
แต่ในที่สุดคณะกรรมการลงมติเห็นชอบให้ควบรวม โดยอ้างประกาศ กสทช.ปี 2563 แก้ไขปรับปรุงตาม พ.ร.บ.องค์กรจัดสรรความถี่ฯ 2548 กำหนดให้เป็นกระบวนการ”รับทราบการควบรวมเท่านั้น” พร้อมกำหนดมาตรการเฉพาะเพื่อคุ้มครองผู้บริโภคและควบคุมราคาระหว่างที่ลงมติมีคณะกรรมการบางคนงดออกเสียงอ้างว่าไม่มีความรู้เพียงพอ ทำให้เสียงของ นพ.สรณ เป็นเสียงชี้ขาดเมื่อนำประเด็นที่สื่อนำเสนอความเห็นของคณะกรรมการบางคนว่าทำให้ประชาชนเสียประโยชน์บวกกับผลลงมติชี้ขาด ส่งผลให้ภาพลักษณ์ของนพ.สรณ ติดลบพร้อมกับตกเป็นจำเลยสังคมทันที
ทั้งที่ในความเป็นจริงแล้วทั้ง นพ.สรณและกรรมการที่ลงมติเห็นด้วย ได้ยึดกฎกติกาที่ถูวางไว้ตั้งปี 2548 และยึดตามที่กสทช.ชุดก่อนชงไว้ หากสืบค้นถึงเบื้องหลังที่สังคมทั่วไปไม่อาจรับรู้ได้ แต่ในแวดวงของ กสทช. นักการเมือง เอ็นจีโอ กลุ่มธุรกิจและสื่อ ต่างทราบกันดีว่ามีนักธุรกิจบางคนไม่อยากให้ควบรวม โดยจับความเสียเปรียบที่เกิดกับประชาชน เป็นตัวประกัน ซึ่งสาเหตุเบื้องหน้าเบื้องหลังที่ไม่อยากให้ควบรวม”พยัคฆ์น้อย 109”จะนำเสนอตอนต่อไป !!!


