มีคนเคยกล่าวไว้ว่า หลังจากการจับกุมดำเนินคดี กับอดีตหลวงพ่ออลงกต วัดพระบาทน้ำพุ เมื่อปีก่อนแล้ว ก็ไม่มีอะไรช็อกคนไทยไปกว่านั้นได้อีก เพราะอดีตพระอลงกต สร้างศรัทธาจากภาพการช่วยเหลือผู้ป่วย HIV/AIDS การสงเคราะห์ผู้ยากไร้ และการดำเนินกิจกรรมสาธารณกุศลของวัด มีการประชาสัมพันธ์ เข้าใจ เข้าถึงคนไทยที่ชอบช่วยเหลือเพื่อนร่วมชาติได้อย่างดี

ประชาชนต่างบริจาคเงินด้วยความเชื่อมั่นในตัวบุคคลและภารกิจเพื่อสังคม แต่เมื่อเกิดข้อสงสัยเรื่องการใช้เงิน ความศรัทธาที่สะสมมานานกลับกลายเป็นคำถามเรื่องความโปร่งใสและความรับผิดชอบ
คดีอดีตหลวงพ่ออลงกตมีคำพิพากษาศาลชั้นต้นแล้ว โดยศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุกอดีตหลวงพ่ออลงกตรวม 742 ปี และหมอบีรวม 386 ปี พร้อมให้ร่วมกันคืนเงิน 306,026,143.50 บาทแก่วัดพระบาทน้ำพุ
ส่วนกรณีบุ๋ม ปนัดดา ในนามองค์กรทำความดี มีภาพลักษณ์ช่วยเหลือสังคม จากฉากแรกกลิ่นความดราม่าชีวิตคู่จนลุกลามกลายเป็นประเด็นตรวจสอบความโปร่งใสของเงินบริจาคของมูลนิธิองค์กรทำดี มีทั้งข้อสงสัยเรื่องบัญชีรับบริจาค เส้นทางเงินหลายสิบล้านบาท การก่อสร้างพูลวิลล่าที่ภูเก็ต สารพัดเครื่องหมายคำถามและไม่มีอะไรที่ฟังแล้วเคลียร์เบย
ตำรวจออกมาเปิดเผยความคืบหน้าว่า พบข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการนำเงินบริจาคไปใช้จ่ายส่วนตัวแล้ว แต่ยังต้องตรวจสอบเส้นทางการเงินและความรับผิดของผู้เกี่ยวข้องต่อไป คนไปเจอโกดัง เราเห็นดาราให้เงินเป็นแสนเป็นล้านค่อนวงการ
จากจุดเริ่มต้นสามีถูกพาดพิงกรณีเกี่ยวข้องกับการบุกรุกพื้นที่ป่าในจังหวัดนครนายก ในตอนแรกยังรู้สึกสงสารบุ๋ม ในเรื่องความรัก ชีวิตครอบครัว มีการพูดถึงการแยกทางและความขัดแย้งกับสามี แต่สิ่งที่ทำให้เรื่องบานปลายคือ มีการตั้งคำถามเกี่ยวกับการโอนเงินจากบัญชีที่ใช้รับบริจาคขององค์กรทำดี ไปยังผู้รับเหมาก่อสร้างพูลวิลล่าที่จังหวัดภูเก็ต
คำถามสำคัญที่สังคมต้องช่วยกันคิด คือ การปล่อยให้การรับบริจาคผูกกับตัวบุคคล วางใจจนละเลยการถามถึงระบบบัญชีที่โปร่งใสตรวจสอบได้ เกิดช่องว่างระหว่างเงินที่ประชาชนตั้งใจบริจาคเงินคนอยากช่วยคนในสังคมด้วยกันด้วยภาพที่ทำมา คือภาพการช่วยผู้ประสบภัยภาพลักษณ์ทำงานให้สังคม มาสม่ำเสมอ
หลายคนมองว่า “ย่ามใจ” คิดว่าไม่มีใครร้องเรียน ตรวจสอบ คนเราเมื่อมีเครื่องแบบของการ “ทำความดี” อาจเป็นเหมือนเสื้อเกราะกันกระสุนชั้นดีให้กับหนทางการยึดติดในตัวบุคคลมากขึ้น จนลืมนึกว่า มนุษย์ขี้เหม็น มีรักโลภโกรธหลง เหลิง หลวม ผิดพลาด บกพร่องได้อย่างปกติ
คำถามสำคัญคือเมื่อไหร่คนไทยจะมีสติ ก้าวข้ามภาพที่ฉาบฉวย และส่งเสียงให้เกิดระบบตรวจสอบ ถ่วงดุลคนที่อาสามาทำหน้าที่ตรงส่วนนี้
ฟันธงได้เลยกรณีบุ๋ม ปนัดดา ไม่ใช่กรณีสุดท้ายในสังคมไทยแน่นอน เราจะเจอเรื่องราวช็อกแบบนี้ไปเรื่อย ๆ ตราบใดที่สังคมไทยยังไม่มีสติ ไม่รู้จักตั้งคำถาม ยังคงสงสารแบบปราศจากสงสัย และไม่มีวันกระตุกคิด นึกกระชาก ขุดหาความจริง และร่วมกันสร้างระบบที่เข้มแข็ง
อย่าปล่อยให้คนอ้างใส่หน้ากากความดีแล้วคิดจะทำอะไรก็สักที ไม่อย่างนั้นเราจะถูกตบหน้าซ้ำ ๆ โอนเงินไปที่ไหนๆ ก็เหมือนไร้สติขาดสมอง ปัจจัยเหล่านั้นไม่ถึงคนลำบากจริง


