“สหัสวัต” ยันยกเลิกศูนย์ CI ไม่กระทบความมั่นคงไทย เผยหนังสือสถานทูตเมียนมาระบุชัด CI ไม่ใช่หลักฐานยืนยันสัญชาติ-ไร้ผลการันตีประวัติอาชญากรรม หนุนรัฐไทยสร้างระบบทะเบียนของตัวเอง ไม่ใช่ไปยืมจมูกรัฐบาลทหารเมียนมาหายใจ
วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน กล่าวถึงข้อกังวลของสังคมกรณีข้อเสนอให้ยกเลิกการดำเนินงานของศูนย์พิสูจน์สัญชาติแรงงานเมียนมา (ศูนย์ CI) ในประเทศไทย โดยมีผู้ตั้งคำถามว่าหากยกเลิก CI แล้ว เมื่อแรงงานเมียนมาก่ออาชญากรรมในไทยแล้วหลบหนีกลับประเทศไปเปลี่ยนชื่อ-สกุล ก่อนเดินทางกลับเข้ามาใหม่ ทางการไทยจะสามารถตรวจสอบตัวบุคคลได้อย่างไร

นายสหัสวัต กล่าวว่า ตนถือว่าประเด็นนี้เป็นคำถามที่สำคัญอย่างยิ่ง เพราะความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของทุกคนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย คือสิ่งที่รัฐบาลไทยต้องให้ความสำคัญและรับผิดชอบอย่างจริงจัง แต่ก่อนอื่นสังคมต้องทำความเข้าใจให้ถูกต้องก่อนว่า หนังสือรับรองสถานะบุคคล (Certificate of Identity: CI) มีขอบเขตและหน้าที่ในการตรวจสอบอะไรได้บ้าง โดยหากดูจากหนังสือทางการจากสถานเอกอัครราชทูตเมียนมาประจำประเทศไทย ลงวันที่ 8 มกราคม 2568 ที่ส่งถึงกระทรวงการต่างประเทศของไทยเกี่ยวกับกรณีเอกสาร CI ของบุคคลจำนวน 10 ราย ทางสถานทูตเมียนมายืนยันเองอย่างชัดเจนว่า แม้เอกสาร CI ทั้ง 10 ฉบับจะเป็นเอกสารจริงที่ออกโดยทางการเมียนมา แต่การมี CI ไม่ได้เป็นหลักฐานยืนยันสัญชาติเมียนมาโดยสมบูรณ์ หากต้องการยืนยันสัญชาติอย่างแท้จริง จะต้องใช้เอกสารราชการอื่นของเมียนมาประกอบด้วย
นายสหัสวัต กล่าวต่อไปว่า ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนว่า ‘การถือหนังสือ CI’ กับ ‘การพิสูจน์สัญชาติอย่างครบถ้วน’ เป็นคนละเรื่องกัน และที่สำคัญที่สุด CI ไม่ใช่ใบรับรองความประพฤติ และไม่ได้เป็นเอกสารที่การันตีว่าผู้ถือเอกสารไม่มีประวัติอาชญากรรมแต่อย่างใด ดังนั้น การกล่าวอ้างว่าหากไม่มีศูนย์ CI หรือไม่มีหนังสือ CI แล้ว ประเทศไทยจะไม่สามารถตรวจสอบหรือควบคุมแรงงานข้ามชาติได้ จึงเป็นการเข้าใจขอบเขตหน้าที่ของเอกสารนี้คลาดเคลื่อนจากความเป็นจริงอย่างสิ้นเชิง
นายสหัสวัต ชี้ให้เห็นว่า ในอดีตประเทศไทยเคยเปิดให้แรงงานข้ามชาติขึ้นทะเบียนกับหน่วยงานของรัฐไทยโดยตรง ก่อนที่จะเข้าสู่กระบวนการพิสูจน์สัญชาติ ซึ่งไม่ใช่เรื่องใหม่และเป็นสิ่งที่หน่วยงานรัฐไทยเคยปฏิบัติมาแล้ว โดยการขึ้นทะเบียนโดยตรงของรัฐไทยมีเป้าหมายเพื่อให้ภาครัฐทราบข้อมูลที่แท้จริงว่ามีใครอาศัยอยู่ที่ไหน ทำงานกับนายจ้างคนใด และเป็นการดึงแรงงานที่อยู่นอกระบบเข้ามาอยู่ในระบบทะเบียนของรัฐ ก่อนจะประสานงานเรื่องเอกสารสัญชาติในขั้นตอนต่อไป ดังนั้น กระบวนการขึ้นทะเบียนแรงงานโดยรัฐไทย กับการพิสูจน์สัญชาติโดยประเทศต้นทาง จึงเป็นขั้นตอนที่แยกขาดจากกัน และไม่จำเป็นต้องผูกติดให้เกิดขึ้นพร้อมกันเสมอไป รัฐบาลไทยจึงสามารถออกแบบระบบทะเบียนแรงงานของตนเองได้ โดยไม่จำเป็นต้องใช้เงื่อนไขของศูนย์ CI ในทุกขั้นตอน
นายสหัสวัต เสนอว่า สิ่งที่รัฐบาลไทยต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความปลอดภัยอย่างแท้จริง คือการพัฒนาระบบจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลให้รัดกุม ภายใต้การควบคุมของรัฐไทยเอง ทั้งการจัดเก็บลายนิ้วมือ ภาพถ่ายใบหน้า ข้อมูลชีวมิติ (Biometrics) การตรวจสอบประวัติอาชญากรรม และการเชื่อมโยงฐานข้อมูลแบบบูรณาการระหว่างกรมการจัดหางาน สำนักงานตรวจคนเข้าเมือง (ตม.) และหน่วยงานบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งหากมีระบบดังกล่าว ต่อให้ผู้กระทำความผิดหลบหนีออกนอกประเทศไปเปลี่ยนชื่อหรือเปลี่ยนเอกสารประจำตัวใหม่ เมื่อเดินทางกลับเข้ามาในประเทศไทย ระบบตรวจจับทางชีวมิติของไทยก็จะสามารถตรวจสอบและระบุได้ทันทีว่าเป็นบุคคลเดิมที่เคยก่อคดีไว้
นายสหัสวัต เน้นย้ำว่า การบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติให้เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง ไม่ได้ขัดแย้งกับหลักความมั่นคงของประเทศ ตรงกันข้าม การมีฐานข้อมูลที่แม่นยำและตรวจสอบได้จริง จะช่วยให้รัฐสามารถดูแลความปลอดภัย บังคับใช้กฎหมายอย่างมีประสิทธิภาพ และคุ้มครองสิทธิคนทำงานได้ดีกว่าการปล่อยให้มีแรงงานจำนวนมากต้องหลุดออกนอกระบบ เพราะไม่ว่าจะเป็นคนไทยหรือแรงงานข้ามชาติ ทุกคนที่ใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในประเทศไทย ต้องอยู่ภายใต้มาตรฐานความปลอดภัยและกรอบกฎหมายเดียวกัน หากใครทำผิดก็ต้องถูกดำเนินคดีตามกระบวนการยุติธรรม
นาบสหัสวัต กล่าวทิ้งท้ายว่า หัวใจสำคัญของเรื่องนี้ไม่ได้อยู่ที่แรงงานทุกคนต้องมีเล่ม CI ของรัฐบาลทหารเมียนมาหรือไม่ แต่อยู่ที่ว่ารัฐบาลไทยรู้ข้อมูลจริงหรือไม่ว่าใครเข้ามาทำงานในประเทศ และมีระบบการตรวจสอบตัวบุคคลที่มีประสิทธิภาพเพียงใด ความมั่นคงของชาติไม่ได้จำกัดอยู่แค่แนวชายแดน แต่คือความปลอดภัยของประชาชนทุกคนในประเทศ
“หากเรามีระบบทะเบียนที่เข้มแข็ง ตรวจสอบได้จริง และอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐไทยเอง ก็ไม่มีเหตุผลที่จะถือว่า CI เป็นเครื่องมือเพียงอย่างเดียวที่ทำให้ประเทศปลอดภัย ความปลอดภัยของคนในประเทศไทย ต้องอยู่ในมือของประเทศไทยเอง ไม่ใช่ต้องไปยืมจมูกใครหายใจ” นายสหัสวัต กล่าว

