ก.ล.ต. เผยไตรมาส 3/2569 ยอดลงทุนผลิตภัณฑ์กลุ่มความยั่งยืนพุ่ง-เปิด IPO 4 บริษัท-แจ้งเบาะแสหลอกลงทุนลดฮวบ-ระงับบัญชีม้าเพิ่ม 35%-ดำเนินคดีอาญา 6 คดี

กรุงเทพฯ, 5 พ.ย.69 สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เปิดเผยข้อมูลสถิติด้านต่าง ๆ ที่สำคัญไตรมาสที่ 3 ปี 2569 โดย

1) ด้านการลงทุนในผลิตภัณฑ์กลุ่มความยั่งยืน ผลิตภัณฑ์การลงทุนในกลุ่มความยั่งยืนได้รับความสนใจอย่างต่อเนื่อง ทั้งตราสารหนี้และกองทุนรวม

• ตราสารหนี้กลุ่มยั่งยืน (เฉพาะตราสารหนี้ภาคเอกชน ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของ ก.ล.ต.) มีมูลค่าการเสนอขายรวม 34,940 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 10,780 ล้านบาท หรือ 44.62% จาก 24,160 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปี 2568 ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลจากภาคเอกชนให้ความสำคัญกับการระดมทุนเพื่อความยั่งยืนอย่างต่อเนื่อง

• กองทุนรวม Thai ESG มี NAV ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 อยู่ที่ 72,330 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 24,652 ล้านบาท หรือ 51.70% จาก 47,678 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 โดยระหว่างปี 2567 – 2569 วงเงินลดหย่อนภาษีได้รับการปรับเพิ่มจาก 100,000 เป็น 300,000 บาท และเงื่อนไขระยะเวลาการลงทุนลดลงจาก 8 ปี เหลือ 5 ปี จึงมีประชาชนที่สนใจใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษี

• กองทุนรวม SRI Fund มี NAV ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 อยู่ที่ 148,420 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 40,228 ล้านบาท หรือ 37.18% จาก 108,192 ล้านบาท เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568 เนื่องมาจากภาครัฐได้ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเพิ่มเติมผ่านกองทุนรวม Thai ESGX ในช่วงเดือนพฤษภาคม – มิถุนายน 2568 นอกจากนี้ ยังพบว่ามี บลจ. ที่เพิ่มความสำคัญในการบริหารจัดการลงทุนอย่างยั่งยืน 

ทั้งนี้ กองทุนรวม มี NAV ณ วันที่ 30 กันยายน 2569 อยู่ที่ 6.30 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 6.57 แสนล้านบาท หรือ 11.65% จาก 5.65 ล้านล้านบาท เมื่อวันที่ 30 กันยายน 2568

2) ด้านการระดมทุน ในไตรมาส 3 ปี 2569 มีบริษัทที่ได้รับอนุญาตให้เสนอขายหลักทรัพย์ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (IPO) จำนวน 4 บริษัท และมีบริษัทที่ได้รับอนุญาตเสนอขายโทเคนดิจิทัลเพื่อการลงทุน (Investment Token) ต่อประชาชนเป็นครั้งแรก (ICO) จำนวน 2 บริษัท มูลค่าโครงการรวม 1,625 ล้านบาท

มีการเสนอขายตราสารหนี้ มูลค่ารวม 512,157 ล้านบาท โดยเป็นการเสนอขายในประเทศ 483,976 ล้านบาท และเสนอขายต่างประเทศ 28,181 ล้านบาท

3) ด้านการดำเนินการของ “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน ก.ล.ต.” ในช่วงวันที่ 1 มกราคม – 30 กันยายน 2569 “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน ก.ล.ต.” ได้รับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาในเรื่องการหลอกลงทุนรวม 781 ครั้ง โดยเป็นการให้คำปรึกษาแก่ประชาชนผ่านสายด่วนแจ้งหลอกลงทุน ก.ล.ต. รวม 695 ครั้ง ลดลง 75% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 และได้ประสานงานปิดกั้นช่องทางหลอกลวงไปแล้ว 86 ครั้ง ลดลง 87% จากช่วงเดียวกันของปี 2568 โดยจากความร่วมมือกับผู้ให้บริการแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดียทำให้สามารถปิดกั้นเพจชักชวนหลอกลงทุนครบได้ 100% ของจำนวนบัญชีที่ได้รับแจ้ง ภายในเวลา 7 นาที – 48 ชั่วโมง

การลดลงของจำนวนที่ได้รับแจ้งเบาะแสและให้คำปรึกษาในเรื่องการหลอกลงทุน รวมถึงการปิดกั้นช่องทางหลอกลวง ในไตรมาส 3 ปี 2569 เป็นผลจากการยกระดับการทำงานแบบเชิงรุก ของ ก.ล.ต. เพื่อป้องกันก่อนเกิดความเสียหาย เน้นการให้คำปรึกษาแก่ประชาชนและผู้ลงทุนผ่าน “สายด่วนแจ้งหลอกลงทุน โทร 1207 กด 22” การสร้างความตระหนักรู้ สร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ประชาชน การบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการปิดกั้นช่องทางที่มิจฉาชีพใช้หลอกลงทุน รวมถึงการนำเทคโนโลยีมาช่วยในการตรวจสอบ เพื่อลดความสูญเสียของประชาชนและผู้ลงทุนจากการถูกชักชวนหลอกลงทุน

4) ด้านการระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัล การระงับบัญชีม้าสินทรัพย์ดิจิทัลของผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัล ณ สิ้นเดือนกันยายน 2569 มียอดสะสมอยู่ที่ 64,460 บัญชี เพิ่มขึ้น 35.15% จาก 47,692 บัญชี ณ สิ้นปี 2568

5) ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 มีการดำเนินคดีอาญา โดยกล่าวโทษผู้กระทำผิดต่อพนักงานสอบสวน (บก.ปอศ. และดีเอสไอ) รวม 6 คดี มีผู้ถูกกล่าวโทษรวม 15 ราย และเปรียบเทียบปรับจำนวน 71 ราย ค่าปรับรวม 18.48 ล้านบาท สำหรับการดำเนินมาตรการลงโทษทางแพ่งมีผู้กระทำผิดตกลงทำบันทึกการยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด จำนวน 3 ราย จาก 3 คดี โดยมีค่าปรับทางแพ่งรวม 5.61 ล้านบาท และชดใช้เงินเท่าผลประโยชน์ที่ได้รับรวม 3.69 ล้านบาท (เงินค่าปรับทางแพ่งและเงินค่าชดใช้คืนผลประโยชน์ที่ได้รับจากการกระทำผิด เป็นรายได้แผ่นดินที่นำส่งกระทรวงการคลังแล้ว) และสำหรับผู้กระทำความผิดที่ไม่ยินยอมปฏิบัติตามมาตรการลงโทษทางแพ่งที่ ค.ม.พ. กำหนด ก.ล.ต. ได้ขอให้พนักงานอัยการดำเนินการฟ้องคดีผู้กระทำความผิดต่อศาลแพ่งในอัตราสูงสุดที่กฎหมายบัญญัติ จำนวน 24 ราย จำนวนเงินที่ขอให้ศาลสั่งมูลค่ารวม 111.44 ล้านบาท