“สกลธี” จี้คมนาคมเร่งแก้ 2 ปัญหาใหญ่ ทวงรถเมล์สาย 189 ช่วยชาวสมุทรสาคร 6 หมื่นคน

“สกลธี” จี้คมนาคมเร่งแก้ 2 ปัญหาใหญ่ ทวงรถเมล์สาย 189 ช่วยชาวสมุทรสาคร 6 หมื่นคน พร้อม ชี้ ก่อสร้างคูน้ำวิภาวดีฯ ยืดเยื้อ-เสี่ยงอันตราย

วันที่ 5 พฤศจิกายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร นายสกลธี ภัททิยกุล สมาชิกสภาผู้แทนราษฎรแบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ หารือต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อส่งต่อข้อร้องเรียนและความเดือดร้อนของประชาชนไปยังกระทรวงคมนาคมและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ใน 2 ประเด็นเร่งด่วนประเด็นที่ 1 วิกฤตรถเมล์ขาดแคลน กระทบประชาชนกระทุ่มแบน–อ้อมน้อย กว่า 60,000 คน

นายสกลธี เปิดเผยว่า พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเรื่องร้องเรียนจากประชาชนผ่านระบบ “Blue House” ถึงปัญหาความยากลำบากในการเดินทางเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่อ้อมน้อย กระทุ่มแบน และถนนเศรษฐกิจ จังหวัดสมุทรสาคร อันเกิดจากการบริหารจัดการระบบขนส่งสาธารณะที่ไม่เพียงพอ ส่งผลกระทบต่อประชาชนในพื้นที่ราว 60,000 คนสาเหตุหลักมาจากรถโดยสารประจำทางสาย 85 เดิม (กรุงเทพฯ-สมุทรสาคร) ได้ยุติการให้บริการไปแล้ว ขณะที่รถโดยสาร ขสมก. สาย 189 แม้จะได้รับอนุมัติเส้นทางแล้ว แต่ในทางปฏิบัติกลับไม่มีการนำรถมาวิ่งให้บริการจริง ทำให้ประชาชนต้องพึ่งพารถสองแถวท้องถิ่นเป็นหลัก แต่รถสองแถวให้บริการถึงเพียงเวลาประมาณ 19.00 น. เท่านั้น ส่งผลให้ผู้ที่ต้องเดินทางในช่วงค่ำได้รับความเดือดร้อนอย่างหนัก

นายสกลธี จึงเสนอให้กระทรวงคมนาคม กรมการขนส่งทางบก และจังหวัดสมุทรสาคร เร่งดำเนินการ โดย 1. ตรวจสอบสถานะสัมปทานและใบอนุญาตของรถเมล์สาย 189 รวมถึงตรวจสอบจำนวนเที่ยววิ่งจริงให้เป็นไปตามเงื่อนไข 2. ปรับปรุง ขยาย หรือจัดเส้นทางเดินรถใหม่ตามข้อเสนอของประชาชน ครอบคลุมเส้นทาง ศาลายา–พุทธมณฑลสาย 5–อ้อมน้อย–กระทุ่มแบน–ถนนเศรษฐกิจ–สถานีขนส่งสมุทรสาคร พร้อมทั้งขยายเวลาการเดินรถช่วงค่ำหลัง 19.00 น. ให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตจริงของประชาชน และออกมาตรการเร่งด่วนบรรเทาความเดือดร้อนระหว่างรอการกำหนดเส้นทางถาวร

ประเด็นที่ 2 งานก่อสร้างคูน้ำถนนวิภาวดีรังสิตล่าช้า–ไร้มาตรฐานความปลอดภัย จราจรอัมพาต

นายสกลธี ยังได้นำภาพหลักฐานการก่อสร้างโครงการระบบระบายน้ำ (คูน้ำ) ริมถนนวิภาวดีรังสิต ช่วงตั้งแต่ห้าแยกลาดพร้าวไปจนถึงบริเวณหน้าสำนักงานใหญ่การบินไทย มาแสดงต่อที่ประชุม พร้อมสะท้อนว่าการก่อสร้างมีความไม่เรียบร้อยและอันตรายเป็นอย่างมาก มีการวางแบริเออร์ (Barrier) ทิ้งระยะห่างเกินไป ไม่มีแนวกั้นป้องกันรถจักรยานยนต์หรือคนพลัดตกลงไปในบ่อก่อสร้าง ซ้ำในเวลากลางคืนยังมีไฟส่องสว่างไม่เพียงพอ

นอกจากนี้ ผู้รับเหมายังมีการรุกล้ำผิวการจราจรโดยไม่มีการจัดระเบียบที่ดี ส่งผลให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดสะสมเป็นวงกว้าง ทั้งที่โครงการดังกล่าวเริ่มต้นมาตั้งแต่ปี 2562 มีกำหนดแล้วเสร็จตั้งแต่ปี 2564–2565 แม้จะเข้าใจว่ามีช่วงที่ติดสถานการณ์โควิด-19 จนต้องขยายสัญญา แต่ปัจจุบันเลยเวลามานานมากแล้วและควรจะก่อสร้างเสร็จสิ้น หากยังไม่เสร็จสิ้น ทางกระทรวงคมนาคมต้องกำชับให้ผู้รับเหมาควบคุมมาตรฐานความปลอดภัยและเปิดผิวจราจรให้ประชาชนอย่างเร่งด่วน