ศูนย์ต่อต้านการฉ้อโกงออนไลน์ (ACSC) สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ศตฉอ.ตร.) ภายใต้การอำนวยการ พล.ต.อ.อิทธิพล อัจฉริยะประดิษฐ์ รอง ผบ.ตร. เป็นผู้อำนวยการศูนย์ฯ และ พล.ต.ท.จิรภพ ภูริเดช ผู้ช่วย ผบ.ตร. เป็นรองผู้อำนวยการศูนย์ฯ ได้สั่งการให้ ตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดยกองบังคับการตำรวจทางหลวง (บก.ทล.) ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก., พล.ต.ต.บุญลือ ผดุงถิ่น ผบก.ทล., พ.ต.อ.จรูญศักดิ์ โต๊ะถม, พ.ต.อ.แมน เม่นแย้ม รอง ผบก.ทล.
เจ้าหน้าที่ตำรวจ กก.2 บก.ทล. นำโดย พ.ต.อ.ภคพล สุชล ผกก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.ณัฐพงศ์ อำไพจิตร์ สวญ.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กฤตย์ ธีรเวศย์สุวรรณ สวญ.ส.ทล. 2 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ท.กล้า สมบัติพิบูลย์ สว.ส.ทล.4 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.ศรัณยพงศ์ อ่อนสิงห์ สว.ส.ทล.1 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.ศุภณัฐ บัณฑิตไทย สว.ส.ทล.2 กก.2 บก.ทล., พ.ต.ต.กฤษฎา พ่วงปาน สว.ส.ทล.6 กก.2 บก.ทล. และข้าราชการตำรวจในสังกัด กก.2 บก.ทล.
เปิดปฏิบัติการ “Highway Scam Hunter EP.5” สืบสวนขยายผลออกหมายจับผู้ต้องหารวม 56 ราย ในข้อหา “ร่วมกันฉ้อโกงประชาชนโดยแสดงตนเป็นคนอื่น, ร่วมกันนําเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วนหรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่ผู้อื่น หรือประชาชน, ร่วมกันฟอกเงิน, สมคบโดยการตกลงกันตั้งแต่สองคนขึ้นไปเพื่อกระทำความผิดฐานฟอกเงิน, อั้งยี่ และซ่องโจร” แบ่งเป็นกลุ่มบัญชีม้านิติบุคคล 53 ราย และผู้จัดหาและควบคุมบัญชีอีก 3 ราย ปัจจุบันจับกุมแล้ว 32 ราย ประกอบด้วยกลุ่มบัญชีม้านิติบุคคล 29 ราย และผู้จัดหาและควบคุมบัญชีดังกล่าว 3 ราย
ปฏิบัติการนี้เริ่มจากคดีหลอกลงทุนที่มีผู้เสียหายเพียงรายเดียว พบเพจเฟซบุ๊กชักชวนลงทุนเทรดหุ้น ก่อนมีผู้ติดต่อผ่านแอปพลิเคชัน LINE อ้างเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านการลงทุนและเสนอผลตอบแทนจนผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินเข้าบัญชีที่ได้รับแจ้ง เมื่อขอถอนเงิน กลับถูกเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าค้ำประกัน ค่าปิดบัญชีซื้อขาย และภาษี โดยอ้างว่าต้องชำระเพิ่มเติมจึงจะได้รับเงินคืน ทำให้ผู้เสียหายโอนเงินต่อเนื่องถึง 122 ครั้ง รวม 111.69 ล้านบาท
เจ้าหน้าที่ติดตามเส้นทางการเงินจนพบเงินของผู้เสียหายไหลเข้าสู่บัญชีบริษัทหลายแห่ง และสืบสวนขยายผลจากผู้ต้องหาที่จับกุมได้ โดยคำให้การของผู้เกี่ยวข้องให้ข้อมูลสอดคล้องกันเกี่ยวกับผู้จัดหาและควบคุมบัญชี เมื่อตรวจสอบประกอบรายการเดินบัญชี ข้อความสนทนา ภาพถ่าย และข้อมูลยืนยันตัวบุคคล จึงเชื่อมโยงถึงผู้รับมอบบัญชี ผู้สั่งถอนเงิน และผู้รับเงินสดอยู่เบื้องหลัง เจ้าหน้าที่จึงรวบรวมพยานหลักฐานจนศาลอนุมัติหมายจับ น.ส.เมย์ น.ส.ตุ้ม และ น.ส.หยก ก่อนติดตามจับกุมได้ทั้ง 3 ราย
พยานหลักฐานเชื่อมโยงถึง “น.ส.เมย์” ในบทบาทผู้ชักชวนและจัดหาบุคคลมาเปิดบัญชี รับมอบสมุดบัญชีและโทรศัพท์ ตลอดจนแจ้งยอดและสั่งถอนเงิน ส่วน “น.ส.ตุ้ม” ร่วมพาไปเปิดบัญชีและถอนเงินสด รับเงินร่วมกับ น.ส.เมย์ เพื่อนำส่งต่อ ขณะที่ผู้ให้การรายหนึ่งระบุว่าเคยเปิดบัญชีให้แก่ น.ส.หยก และภายหลังบัญชีถูกระงับ ผู้ให้การได้รับคำแนะนำให้ติดต่อ น.ส.หยก เพื่อขอความช่วยเหลือในการจัดเตรียมเอกสารและประสานขอปลดอายัดบัญชี โดย น.ส.หยกกล่าวอ้างว่ามีพรรคพวกที่จะช่วยประสานงานเรื่องดังกล่าวได้
จากการจับกุมกลุ่มผู้ต้องหาเจ้าหน้าที่สามารถตรวจยึดสมุดบัญชีนิติบุคคลพร้อมโทรศัพท์มือถือที่ใช้ควบคู่กันได้ อีกหลายชุด ซึ่งเป็นบัญชีที่เตรียมไว้สำหรับใช้กระทำความผิด นอกจากนี้ เมื่อตรวจสอบข้อมูลผู้ต้องหาที่ถูกออกหมายจับทั้งหมด พบความเกี่ยวข้องกับคดีหลอกลวงออนไลน์อื่นอีกไม่น้อยกว่า 130 คดี ความเสียหายรวมกว่า 250 ล้านบาท ผู้ต้องหาที่จับกุมได้มีภูมิลำเนากระจายใน 15 จังหวัด ได้แก่ กรุงเทพมหานคร 13 ราย ปทุมธานี 4 ราย สมุทรปราการและราชบุรี จังหวัดละ 2 ราย ส่วนกาญจนบุรี เชียงใหม่ เพชรบุรี สระบุรี ศรีสะเกษ สมุทรสาคร ชลบุรี ฉะเชิงเทรา พิษณุโลก อุบลราชธานี และร้อยเอ็ด จังหวัดละ 1 ราย
การสืบสวนพบวิธีจัดหาบัญชีม้านิติบุคคล 3 รูปแบบ ได้แก่ (1) การจัดหาบุคคลมาใช้ชื่อจดทะเบียนบริษัทหรือเปลี่ยนเป็นกรรมการแล้วเปิดบัญชีธนาคาร, (2) การซื้อหรือรับช่วงบริษัทที่มีปัญหาทางธุรกิจเพื่อรับเอกสารและใช้บัญชี และ (3) การเช่าบัญชีบริษัทที่มีอยู่แล้วโดยเสนอผลตอบแทนหรือส่วนแบ่งจากยอดเงิน ในบางกรณีมีการเสนอค่าตอบแทน 30,000 บาท เพื่อให้ใช้ชื่อเป็นกรรมการ ทั้งที่บริษัทไม่ได้ประกอบกิจการตามที่กล่าวอ้าง ก่อนให้เปิดบัญชีและส่งมอบ สมุดบัญชี โทรศัพท์ และช่องทางทำธุรกรรมออนไลน์แก่ผู้ควบคุม บัญชีนิติบุคคลเหล่านี้ถูกใช้รับเงินจากการหลอกลวง ก่อนโอนต่อหรือให้ผู้มีชื่อเป็นกรรมการไปถอนเงินสดตามคำสั่ง โดยผู้ควบคุมจะแจ้งยอดเงินเข้า กำหนดสาขาธนาคาร และจัดคนร่วมเดินทางไปรับเงินสด เพื่อนำส่งต่อให้ผู้เกี่ยวข้องในเครือข่าย เมื่อบัญชีมีปัญหาหรือถูกอายัด มีการอ้างว่าจะช่วยแก้ปัญหาทางคดีและจัดเตรียมเอกสารเพื่อขอปลดอายัด รวมถึงพฤติการณ์ให้ลบข้อความ ปกปิดชื่อผู้เกี่ยวข้อง หรือตัดการติดต่อ เพื่อปกปิดความเชื่อมโยง ขณะที่ผู้มีชื่อเป็นกรรมการและผู้เปิดบัญชีกลับถูกทอดทิ้งให้เผชิญการดำเนินคดีเพียงลำพัง
นอกจากการใช้เอกสารนิติบุคคลเปิดบัญชีม้า เจ้าหน้าที่ตำรวจยังพบอีกคดีที่นำเอกสารนิติบุคคลไปลงทะเบียน ซิมโทรศัพท์ 40 หมายเลข หนึ่งในนั้นถูกใช้โทรแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ HomePro หลอกผู้เสียหายโอนเงินหลักหมื่นบาท เจ้าหน้าที่ตำรวจจึงดำเนินการระงับการใช้งานซิมทั้ง 40 หมายเลขทันที เพื่อป้องกันความเสียหายเพิ่มเติมทั้งสองคดีสะท้อนว่าเอกสารนิติบุคคลถูกนำไปใช้ได้ทั้งเปิดบัญชีรับเงินจากการหลอกลวงและจัดหาซิมสำหรับ โทรหลอกเหยื่อ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ตำรวจเคยตรวจพบการนำซิมม้าไปใช้กับอุปกรณ์ SIM Box เพื่อโทรหลอกลวงประชาชน ในวงกว้างอีกด้วย
ขอเตือนประชาชนและผู้ประกอบการ อย่ารับจ้างเป็นกรรมการบริษัทหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้ชื่อบริษัทเปิดบัญชีธนาคารและลงทะเบียนซิมโทรศัพท์ รวมทั้งอย่าลงทะเบียนซิมในชื่อตนแล้วมอบให้ผู้อื่นใช้ เพราะบัญชีและหมายเลขโทรศัพท์เหล่านี้อาจถูกนำไปใช้รับเงินหรือโทรหลอกผู้เสียหาย ผู้ลงทุนควรตรวจสอบผู้ชักชวนและบัญชีปลายทาง หากถูกเรียกให้โอนค่าธรรมเนียมหรือภาษีเพิ่มเติมเพื่อถอนเงิน ให้หยุดโอนและรีบติดต่อธนาคาร พร้อมแจ้งเจ้าหน้าที่ตำรวจทันที

