“ดร.อ้อ-การดี” จับมือฝ่ายค้าน หนุนรื้อกฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์

“ดร.อ้อ-การดี” จับมือฝ่ายค้าน หนุนรื้อกฎหมายธุรกรรมอิเล็กทรอนิกส์ แต่เตือน “มีแต่ผืนร่ม ขาดก้านร่ม” ใช้ได้จริงต้องมีกฎหมายเฉพาะทางรองรับ ชี้ต้องมองเป็น “ระบบนิเวศกฎหมายดิจิทัล” ไม่ใช่แก้ทีละชิ้น

วันที่ 4 พ.ย. 2569 ที่รัฐสภา ดร.การดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ร่วมกับนายภาวุธ พงษ์วิทยภานุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน แถลงข่าวหลังที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรมีมติรับหลักการวาระที่หนึ่งของร่างพระราชบัญญัติธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ พ.ศ. ….

ดร.การดี กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ เห็นด้วยกับการปรับปรุงกฎหมาย ที่ใช้มากว่า 25 ปี ร่างใหม่ทำหน้าที่เป็น “กฎหมายกลาง” ที่รับรองผลทางกฎหมายของธุรกรรมดิจิทัลทุกประเภท ครอบคลุมลายมือชื่อและตราประทับอิเล็กทรอนิกส์ สัญญาที่ทำโดยระบบอัตโนมัติและ AI ไปจนถึงเช็คและตั๋วเงินอิเล็กทรอนิกส์ ถือเป็นก้าวสำคัญ

“แต่ร่างนี้เป็นกฎหมายเชิงกรอบ เปรียบเหมือนมีแต่ผืนร่ม ยังขาดก้านร่ม ร่างนี้รับรองว่าธุรกรรมดิจิทัล ‘มีผล’ แต่ตัดบทกำหนดโทษของกฎหมายเดิมออกทั้งหมด การบังคับใช้และการคุ้มครองประชาชนจริงจึงต้องอาศัยกฎหมายเฉพาะทางอีกหลายฉบับ ถ้าพิจารณากฎหมายดิจิทัลแยกเป็นชิ้น ๆ เราจะได้กฎหมายที่สวยบนกระดาษ แต่ใช้ไม่ได้จริง” ดร.การดี กล่าว

ดร.การดี เสนอ 3 ข้อสังเกตและข้อเรียกร้องหลัก ดังนี้ 1. มองเป็นระบบนิเวศกฎหมายดิจิทัล ไม่ใช่แก้ทีละชิ้นร่างนี้จะเกิดประโยชน์จริงก็ต่อเมื่อเชื่อมกับกฎหมายเฉพาะทางได้อย่างสอดคล้อง ตัวอย่างเช่น กฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัล สำหรับการกำกับแพลตฟอร์มและการค้าออนไลน์, ร่างกฎหมายปัญญาประดิษฐ์ (AI) สำหรับความรับผิดเมื่อ AI ทำธุรกรรมแทนคน, กฎหมายความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และกฎหมายคุ้มครองผู้บริโภค, กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) สำหรับการคุ้มครองข้อมูลชีวภาพที่ใช้เป็นลายมือชื่อ เป็นต้น

ดร.การดี ตั้งข้อสังเกตว่า บทวิเคราะห์ประกอบการพิจารณาของสภาเองตรวจความสัมพันธ์กับกฎหมายอื่นไว้เพียงบางกลุ่ม จึงเสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญจัดทำ ตารางความเชื่อมโยงของกฎหมายดิจิทัลทั้งระบบ ก่อนพิจารณารายมาตรา และเชิญหน่วยงานกำกับที่เกี่ยวข้องมาให้ความเห็นร่วมกัน 2. สกัดสุญญากาศทางกฎหมาย ต้องมีไทม์ไลน์ที่สอดรับกันร่างนี้กำหนดให้พระราชกฤษฎีกาว่าด้วยแพลตฟอร์มดิจิทัลฉบับปัจจุบันใช้ต่อไป “จนกว่าจะมีกฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัล” แต่ร่างกฎหมายแพลตฟอร์มดิจิทัลยังไม่มีกรอบเวลาชัดเจน หน่วยงานที่รับผิดชอบเพิ่งประกาศขอเวลาทบทวนอีก 6 เดือน ขณะเดียวกันร่างนี้ยังต้องออกกฎหมายลำดับรองอีก 26 ฉบับ

ดร.การดี จึงเรียกร้องให้รัฐบาลจัดทำ แผนเปลี่ยนผ่านที่ระบุว่ากฎหมายลูกและกฎหมายเฉพาะทางแต่ละฉบับต้องออกเมื่อใด และใครเป็นเจ้าภาพ เพื่อไม่ให้ผู้ประกอบการ โดยเฉพาะ SME ที่พึ่งพาแพลตฟอร์มออนไลน์ และผู้บริโภค ต้องอยู่ในช่วงที่กติกาไม่ชัดเจน 3. ต้องมีกลไกถ่วงดุลจากผู้เชี่ยวชาญ และกฎหมายต้องปรับตัวทันเทคโนโลยีร่างนี้ยกเลิกคณะกรรมการธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ ซึ่งเดิมกำหนดให้กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิไม่น้อยกว่ากึ่งหนึ่งมาจากนอกภาครัฐ แล้วรวมอำนาจกำหนดมาตรฐาน รับรองผู้ให้บริการ และส่งเสริมไว้ที่หน่วยงานรัฐเพียงแห่งเดียว

ดร.การดี เห็นว่า ต้องมีกลไกที่ให้นักเทคโนโลยี ผู้ประกอบการตัวจริง และผู้แทนผู้บริโภค เข้ามามีส่วนร่วมและตรวจสอบได้ พร้อมเสนอให้คณะกรรมาธิการวิสามัญมีผู้เชี่ยวชาญด้าน AI ความมั่นคงปลอดภัยไซเบอร์ และนิติวิทยาศาสตร์ดิจิทัลร่วมพิจารณา และให้กฎหมายมีบทกำหนดให้ทบทวนตามรอบเวลา

ดร.การดี กล่าวทิ้งท้ายว่า โลกของเทคโนโลยีและพาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์หมุนเร็วขึ้นทุกวัน การกำกับดูแลจึงต้องยืดหยุ่นตามขนาดและความเสี่ยงของธุรกิจ ไม่เหวี่ยงแหจนเป็นต้นทุนส่วนเกินของ SME และต้องคิดทั้งระบบนิเวศไปพร้อมกัน ไม่ใช่ปะผุทีละชิ้น เพื่อให้ประเทศไทยไม่ตกขบวนการแข่งขันบนเวทีการค้าดิจิทัลระดับโลก