ฝ่ายค้าน ซัดรัฐบาลงัดทุกกลไกเพื่อสกัดกั้น-แทรกแซง-คุกคามการตรวจสอบ แฉ 3 ขบวนการรวบอำนาจ ‘คุม กมธ.-ตัดตอนคดีโกง สว.-ส่งสปายแวร์ส่องมือถือ’ ทำลายหลักนิติรัฐ
วันที่ 4 พฤศจิกายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคร่วมฝ่ายค้าน นำโดย นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎรและหัวหน้าพรรคประชาชน อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ พร้อมด้วยประธานคณะกรรมาธิการสามัญในสัดส่วนของฝ่ายค้าน ร่วมกันแถลงข่าวกรณีพบความพยายามในการสกัดกั้น แทรกแซง และคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้านผ่านกลไกต่าง ๆ อย่างเป็นระบบ
นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า สิ่งที่สำคัญที่สุดในระบอบประชาธิปไตยคือการตรวจสอบถ่วงดุลผู้ใช้อำนาจรัฐ แต่ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาได้เกิดหลายเหตุการณ์ขึ้นพร้อมกัน ซึ่งทำให้ฝ่ายค้านตั้งข้อสงสัยว่ารัฐบาลหรือกลุ่มผู้มีอำนาจในเครือข่ายระบอบสีน้ำเงิน กำลังใช้ทุกกลไกที่สามารถควบคุมได้เข้ามาสกัดกั้น แทรกแซง และคุกคามการทำหน้าที่ตรวจสอบของฝ่ายค้าน โดยแบ่งออกเป็น 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่
ประเด็นแรก คือความพยายามสกัดกั้นการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร จากกรณีที่ โสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ได้ให้ความเห็นชอบแนวทางการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการทั้ง 35 คณะ โดยกำหนดว่าต่อไปนี้การดำเนินงานใด ๆ ของคณะกรรมาธิการจะต้องผ่านมติที่ประชุมเสมอ ซึ่งการกำหนดแนวทางเช่นนี้ถือเป็นการสกัดกั้นการทำหน้าที่ของกลไกสภาฯ ในฝ่ายนิติบัญญัติ โดยเฉพาะบทบาทของฝ่ายค้านอย่างชัดเจน
นายณัฐพงษ์กล่าวต่อไปว่า ที่ผ่านมาฝ่ายค้านได้ใช้กลไกกรรมาธิการเป็นเครื่องมือสำคัญในการตรวจสอบโครงการต่าง ๆ ของรัฐบาลที่มีข้อสงสัยเรื่องการทุจริตคอร์รัปชัน หรือการใช้อำนาจรัฐโดยมิชอบ หากมีการวางแนวปฏิบัติให้ทุกเรื่องต้องใช้มติเสียงข้างมาก ซึ่งฝ่ายรัฐบาลเป็นผู้ถือเสียงข้างมากในเกือบทุกคณะอยู่แล้ว ย่อมเท่ากับว่าสภาฯ ไม่จำเป็นต้องมี สส. ฝ่ายค้านทำหน้าที่ตรวจสอบอีกต่อไปแล้วใช่หรือไม่ และจะทำให้คณะกรรมาธิการกลายเป็นเพียง ‘ตรายาง’ คอยประทับรับรองความถูกต้องให้กับโครงการที่มีข้อครหาของรัฐบาล เพียงแค่ฝ่ายรัฐบาลใช้เสียงข้างมากลากไปและลงมติรับรองว่าโครงการโปร่งใส ซึ่งเป็นกระบวนการที่ไม่ควรเกิดขึ้นในระบบรัฐสภา
ประเด็นที่สอง คือ ความพยายามแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในคดีทุจริตเลือก สว. จากกรณีที่ กกต. มีมติ 5 ต่อ 2 เสียง เตรียมยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับขอบเขตอำนาจหน้าที่ระหว่าง กกต. กับศาลฎีกา ซึ่งฝ่ายค้านมองว่าเป็นความพยายามใช้กลไกองค์กรอิสระที่เสียงข้างมากมีความเชื่อมโยงกับผู้มีอำนาจ ไปร้องขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แม้ในชั้นการไต่สวนของศาลฎีกาจะพบพยานหลักฐานเพิ่มเติมที่ชี้ว่ามีบุคคลอื่นร่วมกระทำความผิดในขบวนการทุจริตเลือก สว. แต่หากบุคคลนั้นไม่ได้อยู่ในรายชื่อ 77 คนตามคำร้องเดิมของ กกต. ก็จะไม่สามารถเอาผิดบุคคลเหล่านั้นในกระบวนการของศาลยุติธรรมได้ ซึ่งสะท้อนให้เห็นชัดเจนว่ามีความพยายามใช้กลไกองค์กรอิสระเข้าไปก้าวก่ายและแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมที่อยู่ในอำนาจของศาลยุติธรรม
ส่วนประเด็นที่สาม คือ ความพยายามคุกคามการทำหน้าที่ของ สส. ฝ่ายค้าน โดยเฉพาะตนเองและนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ ซึ่งต่างได้รับข้อความแจ้งเตือนความปลอดภัยจากบริษัทแอปเปิลบนโทรศัพท์มือถือว่าอุปกรณ์มีความเสี่ยงที่จะตกเป็นเป้าหมายการโจมตีด้วยสปายแวร์ขั้นสูง โดยข้อความระบุชัดเจนว่าเครื่องมือจารกรรมประเภทนี้มักถูกนำมาใช้โดยหน่วยงานภาครัฐในระดับประเทศเท่านั้น ทำให้ปฏิเสธไม่ได้ว่ากำลังมีความพยายามจากหน่วยงานความมั่นคงของรัฐบาลไทยในการโจมตีและคุกคามการทำหน้าที่ของฝ่ายค้านหรือไม่ ซึ่งฝ่ายค้านยืนยันว่าจะไม่ยอมรับการใช้อำนาจรัฐในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะเป็นการรวบอำนาจในสภาฯ การใช้มติ กกต. ยื่นศาลรัฐธรรมนูญ หรือการใช้สปายแวร์สอดแนม
ด้าน นายอภิสิทธิ์ แถลงเสริมในฐานะผู้ที่เคยดำรงตำแหน่งผู้นำฝ่ายค้านมาหลายสมัยว่า แม้ในทุกยุคสมัยการทำหน้าที่ตรวจสอบมักจะเผชิญกับอุปสรรคและข้อจำกัด เพราะรัฐบาลส่วนใหญ่มักไม่ต้องการถูกตรวจสอบ แต่ระบบรัฐสภาตามมาตรฐานสากลทั่วโลก แม้ฝ่ายรัฐบาลจะเป็นเสียงข้างมาก แต่จะมีประเพณีและวัฒนธรรมทางการเมืองที่ยอมรับและเคารพการทำหน้าที่ของแต่ละฝ่าย ไม่ยึดแต่การใช้เสียงข้างมากเพียงอย่างเดียว
นายอภิสิทธิ์ กล่าวถึงกรณีการสกัดกั้นการทำงานของประธานคณะกรรมาธิการว่า ตนทราบมาว่าเมื่อสัปดาห์ก่อน ประธานสภาฯ ได้เรียกประชุมประธานกรรมาธิการและให้ฝ่ายกฎหมายไปสรุปจนออกมาเป็นหนังสือเวียน โดยไม่ได้นำมาถามความเห็นหรือมติจากประธานกรรมาธิการอีกครั้ง จึงขอแนะนำให้ประธานสภาฯ เรียกประชุมประธานกรรมาธิการอีกครั้ง เพื่อหาแนวทางที่เป็นธรรมกับทุกฝ่าย เช่น การบรรจุวาระเรื่องร้องเรียนต่างๆ สามารถใช้การหารือในที่ประชุมเพื่อเปิดโอกาสให้มีการทักท้วงหรือตั้งข้อสังเกตได้ โดยไม่จำเป็นต้องลงมติ
นอกจากนี้ ในขณะนี้ยังมีความพยายามจากสมาชิกพรรคภูมิใจไทยในการเสนอแก้ไขข้อบังคับการประชุมสภาฯ ซึ่งมีเนื้อหาที่หนักกว่าหนังสือเวียน เพราะมุ่งเปิดช่องให้ใช้เสียงข้างมากเสนอ ‘ยุบคณะกรรมาธิการ’ ได้ และเสนอให้การเลือกประธานกรรมาธิการใช้เสียงข้างมากชี้ขาด จากเดิมที่จัดสรรตามสัดส่วนจำนวน สส. ของแต่ละพรรค ซึ่งหากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ กลไกการตรวจสอบของฝ่ายนิติบัญญัติจะทำงานไม่ได้เลย จึงขอเรียกร้องให้ประธานสภาฯ ส่งสัญญาณไปยังพรรคภูมิใจไทยให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีและบทบาทของฝ่ายนิติบัญญัติด้วย
นายอภิสิทธิ์ กล่าวต่อไปถึงกรณีการแทรกแซงผ่านกระบวนการยุติธรรมและการดำเนินคดีว่า ปัจจุบันมีกรณีที่น่าตั้งข้อสังเกต เช่น กรณีของ นางการดี เลียวไพโรจน์ รองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ที่เข้าไปตรวจสอบโครงการของรัฐ แต่กลับถูกบริษัทเอกชนที่ไม่ได้ถูกเอ่ยชื่อฟ้องร้องดำเนินคดี ซึ่งผิดธรรมชาติของการทำธุรกิจเอกชน และดูเหมือนเป็นการตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับฝ่ายการเมือง จึงขอฝากไปยังประธานศาลฎีกาให้ผลักดันคำแนะนำเรื่องการป้องกันการฟ้องปิดปากที่เคยออกมา ไปสู่การปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในทุกคดี
สำหรับกรณีการถูกคุกคามด้วยสปายแวร์ อภิสิทธิ์ระบุว่า ผู้ที่ทำหน้าที่ฝ่ายค้านต่างมีความระมัดระวังตัวอยู่แล้ว และทราบดีว่าเหตุการณ์เช่นนี้สามารถเกิดขึ้นได้ จึงไม่ได้มีความหวั่นไหวใด ๆ แต่ต้องการย้ำเตือนว่าการกระทำดังกล่าวต้องไม่เกิดขึ้นโดยฝีมือของหน่วยงานรัฐ เพราะถือเป็นการละเมิดสิทธิส่วนบุคคลอย่างร้ายแรง

