นายกฯ สั่ง ‘มหาดไทย’ บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง จัดระเบียบมูลนิธิทั่วประเทศ คุมเข้มจดทะเบียน-เรี่ยไรเงินบริจาค ดำเนินกิจกรรมตามวัตถุประสงค์ของประชาชน เตือนห้ามใช้เป็นเครื่องมือหาผลประโยชน์ส่วนตัว ชี้ เข้าข่ายฉ้อโกง-ฟอกเงิน สั่งหน่วยงานดำเนินการเด็ดขาด
วันนี้ (3 พ.ย. 69) เวลา 11.15 น.ที่ศูนย์ประชุมนานาชาติ มลฑาทิพย์ ฮอลล์ อ.เมืองอุดรธานี จ.อุดรธานี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทยให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้มีการสั่งการให้จัดระเบียบมูลนิธิหรือไม่โดยนายกรัฐมนตรียืนยันว่าได้มีข้อสั่งการในเรื่องการจัดระเบียบมูลนิธิโดยสั่งให้นายพลพีร์ สุวรรณฉวี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทยที่กำกับดูแลในด้านการจัดระเบียบสังคมรวมถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย อธิบดีกรมการปกครองและผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติไปกำหนดมาตรการกำกับดูแลตรวจสอบการจดทะเบียนตั้งมูลนิธิและการดำเนินการกิจกรรมตลอดจนวิธีการเรี่ยไรขอรับบริจาคจากประชาชนเพื่อให้มั่นใจว่าทุกมูลนิธิมีการดำเนินงานอย่างถูกต้อง มีมาตรฐานและมีเจตนารมณ์ที่จะนำเงินหรือความช่วยเหลือของพี่น้องประชาชนทุกรูปแบบไปแก้ไขปัญหาที่มีผู้ประสบภัยต่าง ๆ ตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของการจัดตั้งมูลนิธิ
นายกรัฐมนตรีกล่าวต่อว่ายังได้เน้นย้ำไปว่าไม่ให้มีบุคคลใดหรือกลุ่มคนกลุ่มใดกลุ่มหนึ่งได้ใช้ประโยชน์โดยใช้มูลนิธิเหล่านี้เป็นเครื่องมือในการแสวงหาผลประโยชน์โดยมิชอบซึ่งอาจจะเป็นการหลอกลวง ฉ้อโกง ฉ้อฉลประชาชน เพราะฉะนั้นรัฐบาลที่มีกระทรวงมหาดไทยเป็นหน่วยงานที่กำกับดูแลมูลนิธิ สมาคม องค์กรสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ อยู่แล้วไปจัดระเบียบติดตามและเฝ้าระวังไม่ให้เกิดการฉ้อฉลกับพี่น้องประชาชนที่มีจิตศรัทธาอยู่แล้วมีความตั้งใจที่ต้องการจะช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากอยู่แล้วแต่จะต้องไม่ให้มีใครมาทำตัวเป็นคนกลางแล้วฉวยโอกาสนั้นทำประโยชน์ใช้เงินใช้ทรัพย์สิน ใช้ของบริจาคเหล่านี้ก่อประโยชน์ให้กับส่วนตัวของพวกเขาซึ่งจะมีความผิดทางอาญาและความผิดในหลายกระทงจึงขอเตือนให้ผู้ที่คิดจะใช้วิธีเหล่านี้ถ้าทำด้วยเจตนารมณ์ที่จะช่วยเหลือผู้ที่จะตกทุกข์ได้ยากตนก็ขอขอบคุณและยกย่องสรรเสริญแต่ถ้าทำเพื่อการแสวงหาผลประโยชน์ให้กับตัวเองไม่ว่าในด้านใดก็ตามรัฐบาลก็จำเป็นต้องเข้าไปจัดการเพื่อไม่ให้เกิดความเหลื่อมล้ำและเอาเปรียบพี่น้องประชาชน
เมื่อถามว่าต้องถึงขั้นระดับไหนที่จะสามารถเพิกถอนหรือยุบมูลนิธิเหล่านั้นได้นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าถ้ามูลนิธิใด ๆ ก็ตามที่ดำเนินกิจกรรมไม่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ตอนที่เขาสถาปนาขึ้นมาหรือมีพฤติกรรมที่เข้าข่ายลักษณะการหลอกลวงประชาชนไม่ได้นำเงินบริจาคหรือสิ่งของบริจาคไปเพื่อสาธารณกุศลก็ถือว่าผิดกฎหมายอยู่แล้วซึ่งจะมีความผิดตามกฎหมายทั้งการควบคุมการเรี่ยไรเงิน กฎหมายอาญาฐานฉ้อโกงประชาชนรวมถึงกฎหมายฟอกเงินต่าง ๆ ซึ่งหากพบว่ามีการดำเนินการเช่นนี้หน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นฐานเช่นตำรวจ ปปง.กรมการปกครองและจังหวัดต่าง ๆ ก็จะดำเนินการอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด
ส่วนจำเป็นต้องเปิดเผยรายรับรายจ่ายของมูลนิธิให้สังคมได้เห็นหรือไม่นายกรัฐมนตรีกล่าวว่าทุกมูลนิธิก็ต้องมีการนำส่งผลการดำเนินงานแต่ละปีให้กับกรมการปกครองในฐานะที่เป็นนายทะเบียนอยู่แล้วโดยในรายละเอียดให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ให้ข้อมูลซึ่งในส่วนของรัฐบาลได้สั่งการให้ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้ดำเนินการด้วยความเด็ดขาดและดำเนินการอย่างเคร่งครัดในการรักษาประโยชน์ของพี่น้องประชาชนผู้มีจิตอันเป็นกุศลอยู่แล้ว

