‘รมว.สธ.ฯ รัฐทมิฬนาฑู’ เยือนไทยร่วมเรียนรู้กระบวนการ ‘สมัชชาสุขภาพ-ม.12’ ยกระดับระบบนโยบายสาธารณะ ‘อินเดีย’

รัฐมนตรีสาธารณสุขฯ รัฐทมิฬนาฑู อินเดีย ร่วมหารือแลกเปลี่ยนประสบการณ์กับ ผู้บริหาร สช. – ประธานจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 เรียนรู้แนวทางขับเคลื่อนกระบวนการสมัชชาสุขภาพ-สิทธิมาตรา 12″ ก่อนจะนำไปปรับใช้พัฒนานโยบายสาธารณะเพื่อสุขภาพแบบมีส่วนร่วมของอินเดีย

ดร. เค. จี. อรุณราช (Dr. K. G. Arunraj) รมว.สาธารณสุข การศึกษาแพทย์ และสวัสดิการครอบครัว แห่งรัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย พร้อมด้วย พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธานคณะกรรมการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คจ.สช.) ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 ดร.ทิพิชา โปษยานนท์ รองเลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) และ นพ.สมชาย พีระปกรณ์ ที่ปรึกษา คจ.สช. ร่วมหารือแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการพัฒนาระบบสุขภาพ ภายในงานสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ ครั้งที่ 19 พ.ศ. 2569 ระหว่างวันที่ 28 ต.ค. 2569 ณ อาคารอิมแพ็ค ฟอรั่ม เมืองทองธานี จ.นนทบุรี ภายใต้ประเด็นหลัก “สังคมอยู่ดีมีพลัง: นโยบายสาธารณะเชิงบวกด้วยหัวใจ


สำหรับการหารือร่วมกันในครั้งนี้ มุ่งไปสู่การแลกเปลี่ยนประสบการณ์ที่จะนำไปสู่การพัฒนานโยบายสาธารณะด้านสุขภาพระหว่างประเทศไทยกับรัฐทมิฬนาฑู โดยเฉพาะการใช้กระบวนการสมัชชาสุขภาพเป็นเครื่องมือสร้างการมีส่วนร่วมของภาครัฐ ภาควิชาการ และภาคประชาชน ตลอดจนการนำข้อเสนอเชิงนโยบายไปสู่การปฏิบัติ
ดร. เค. จี. อรุณราช รมว.สาธารณสุข การศึกษาแพทย์ และสวัสดิการครอบครัว แห่งรัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย แห่งรัฐทมิฬนาฑู ประเทศอินเดีย กล่าวว่า รัฐทมิฬนาฑูเริ่มพัฒนากระบวนการสมัชชาสุขภาพภายใต้โครงการเสริมสร้างความเข้มแข็งของระบบสุขภาพ ผ่านการสนับสนุนจากธนาคารโลก (World Bank) โดยเริ่มดำเนินการในระดับพื้นที่ตั้งแต่ประมาณปี 2557–2558 ก่อนขยายการขับเคลื่อนไปสู่ระดับเขต และระดับรัฐ และสิ้นสุดโครงการสนับสนุนไปแล้ว จึงอยากจะขับเคลื่อนต่อ และได้ตัดสินใจมาเรียนรู้กระบวนการจากประเทศไทย


ทั้งนี้ การดำเนินงานที่ผ่านมาของรัฐทมิฬนาฑูเน้นการเปิดพื้นที่ให้ภาคประชาสังคมเสนอปัญหาเกี่ยวกับระบบบริการสุขภาพ โดยเฉพาะข้อจำกัดด้านโครงสร้างพื้นฐาน สิ่งอำนวยความสะดวกของหน่วยบริการ การขาดแคลนบุคลากร และอุปสรรคในการเข้าถึงบริการ ก่อนรวบรวมข้อเสนอส่งต่อให้หน่วยงานภาครัฐที่เกี่ยวข้องพิจารณาแก้ไข


อย่างไรก็ตาม กระบวนการสมัชชาสุขภาพของรัฐทมิฬนาฑูยังอยู่ระหว่างการพัฒนา และยังไม่ได้มีระบบการคัดเลือกประเด็นนโยบายเฉพาะเรื่องอย่างชัดเจนเช่นประเทศไทย โดยเห็นว่าสมัชชาสุขภาพแห่งชาติของไทยเลือกประเด็นสำคัญเพียง 2–3 เรื่องต่อปี แล้วพัฒนาข้อเสนออย่างเป็นระบบ เป็นแนวทางที่น่าสนใจ เนื่องจากช่วยให้การหารือมีจุดมุ่งหมายชัดเจนและสามารถลงลึกในแต่ละประเด็นได้มากขึ้น


นอกจากนี้ รัฐทมิฬนาฑูยังอยู่ระหว่างปรับนโยบายสุขภาพไปสู่การสร้างเสริมสุขภาพเชิงรุก รวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมประชาชน ตลอดจนการนำแนวคิดสุขภาพในทุกนโยบาย (Health in All Policies) มาเชื่อมโยงกับการดำเนินงานของหน่วยงานภาครัฐด้วย


“เรามีความสนใจกับเครื่องมือด้านสิทธิสุขภาพของไทย โดยเฉพาะหนังสือแสดงเจตนาเกี่ยวกับการรักษาพยาบาลในวาระสุดท้ายของชีวิต หรือ Living Will ซึ่งรัฐทมิฬนาฑูเริ่มนำแนวทางนี้มาใช้ และต้องการศึกษาประสบการณ์การดำเนินงานของประเทศไทยเพิ่มเติม” ดร. เค. จี. อรุณราช กล่าว

พญ.พรรณพิมล วิปุลากร ประธาน คจ.สช. ครั้งที่ 19 กล่าวแลกเปลี่ยนว่า จุดแข็งสำคัญของสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ คือการเปิดโอกาสให้ภาคส่วนต่างๆ โดยเฉพาะหน่วยงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบสาธารณสุข เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนานโยบาย เนื่องจากสุขภาพไม่ได้เป็นภารกิจของ สธ. หรือรัฐบาลเพียงฝ่ายเดียว หากแต่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตและนโยบายของทุกภาคส่วนในสังคม


สำหรับการดำเนินงานสมัชชาสุขภาพในประเทศไทย ที่ผ่านมาให้ความสำคัญกับกระบวนการเชื่อมโยงภาควิชาการ ภาครัฐ และภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและกำหนดทิศทางนโยบายด้านสุขภาพร่วมกัน อย่างไรก็ตาม อีกหนึ่งบทเรียนสำคัญคือ การทำให้นโยบายด้านสุขภาพมีความชัดเจน เข้าใจง่ายสำหรับประชาชน และสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้จริง


อย่างไรก็ตาม แม้สมัชชาสุขภาพแห่งชาติจะสามารถพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายได้อย่างต่อเนื่อง แต่ที่ผ่านมาพบว่ามีข้อท้าทายเช่นกัน คือ การนำมติไปปฏิบัติ เนื่องจากมติสมัชชาฯ มีลักษณะเป็นข้อเสนอเชิงนโยบาย ไม่ได้มีอำนาจสั่งการหรือบังคับใช้โดยตรง แต่ก็มีบางนโยบายที่ผลักดันไปสู่การใช้เป็นกฎหมาย ดังนั้น ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สช. จึงให้ความสำคัญกับการออกแบบแนวทางขับเคลื่อนนโยบายควบคู่กับการจัดทำข้อเสนอ และสำหรับการจัดสมัชชาสุขภาพแห่งชาติในปี 2569 ถือเป็นปีแรกที่มีการกำหนดทิศทางการนำมติไปปฏิบัติอย่างชัดเจนตั้งแต่กระบวนการพัฒนานโยบาย ไปจนถึงการปฏิบัติ และติดตามผล

นพ.สมชาย พีระปกรณ์ ที่ปรึกษา คจ.สช. กล่าวว่า สมัชชาสุขภาพแห่งชาติของประเทศไทยเริ่มดำเนินการในปี 2551 ภายใต้ พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 โดยกระบวนการพัฒนาข้อเสนอเริ่มจากการเปิดรับประเด็นนโยบายจากประชาชนและภาคส่วนต่างๆ ก่อนเข้าสู่การกลั่นกรอง ศึกษาข้อมูล และจัดทำข้อเสนอร่วมกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย


ทั้งนี้ เมื่อผ่านความเห็นชอบจากสมัชชาสุขภาพแห่งชาติแล้ว จะเสนอผ่านคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (คสช.) ซึ่งมีนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดย ครม. จะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องพิจารณาความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความสอดคล้องกับอำนาจหน้าที่ ซึ่งอาจใช้เวลาเพิ่มเติมประมาณ 3–4 เดือน


อย่างไรก็ตาม ในทางปฏิบัติ มติสมัชชาสุขภาพฯ อาจใช้เวลาประมาณ 1–2 ปี ก่อนเข้าสู่กระบวนการพิจารณาของ ครม. ขณะที่ภาคประชาสังคมสามารถนำข้อเสนอไปขับเคลื่อนล่วงหน้าได้ โดยไม่จำเป็นต้องรอแผนดำเนินงานอย่างเป็นทางการจากรัฐบาล และ สช. มีกลไกคณะกรรมการขับเคลื่อนและติดตามมติสมัชชาสุขภาพแห่งชาติ (คมส.) ทำหน้าที่ประสานการดำเนินงาน ติดตามความก้าวหน้า และรายงานผลการขับเคลื่อนมติกลับเข้าสู่กระบวนการสมัชชาสุขภาพฯ โดยตลอดระยะเวลากว่า 19 ปีที่ผ่านมา สมัชชาสุขภาพแห่งชาติมีมติรวมกว่า 100 มติ

ดร.ทิพิชา โปษยานนท์ รองเลขาธิการ คสช. กล่าวว่า ในส่วนการจัดสรรงบประมาณเพื่อขับเคลื่อนมติสมัชชาสุขภาพฯ กระบวนการของ สช. มีงบประมาณสำหรับการจัดเวทีและติดตามการดำเนินงาน แต่ไม่ได้มีงบประมาณสำหรับนำทุกมติไปปฏิบัติโดยตรง เนื่องจากการดำเนินงานเป็นหน้าที่ของหน่วยงานภาครัฐที่รับผิดชอบในแต่ละประเด็น ซึ่งต้องใช้อำนาจหน้าที่และระบบงบประมาณตามภารกิจของตนเอง โดย สช. มีสถานะเป็นหน่วยงานของรัฐ แต่ไม่ได้อยู่ภายใต้ สธ. หากแต่มีโครงสร้างการกำกับดูแลที่เชื่อมโยงกับนายกรัฐมนตรี เนื่องจากนายกฯ จะเป็นประธาน คสช. โดยตำแหน่ง


ทั้งนี้ สมัชชาสุขภาพแห่งชาติจะทำหน้าที่เป็นกระบวนการพัฒนาข้อเสนอเชิงนโยบายและสร้างการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน ก่อนเชื่อมโยงข้อเสนอเข้าสู่กลไกบริหารของประเทศของรัฐบาล โดยเมื่อ ครม. เห็นชอบ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจึงนำไปดำเนินการตามอำนาจหน้าที่ที่กฎหมายกำหนด


ในตอนท้ายของวงหารือแลกเปลี่ยน ทั้งสองฝ่ายแสดงความสนใจแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ และประสบการณ์ด้านการพัฒนานโยบายสุขภาพร่วมกันในอนาคต โดยฝ่ายไทยแสดงความประสงค์ที่จะศึกษาดูงานกระบวนการสมัชชาสุขภาพระดับรัฐของทมิฬนาฑู เพื่อเรียนรู้รูปแบบการมีส่วนร่วมของประชาชนและการขับเคลื่อนข้อเสนอเชิงนโยบายในระดับพื้นที่