ทุกครั้งหลังการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร(ส.ส.)หรือสมาชิกวุฒิสภา(ส.ว.) คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)จะตกเป็นเป้าโดนนักการเมือง และพรรคการเมืองที่พ่ายเลือกตั้ง วิพากษ์วิจารณ์ด้วยวาจาที่รุนแรง บางครั้งกลายเป็นชนวนเหตุให้ต่างฝ่ายแจ้งความดำเนินคดีหรือฟ้องศาล กันไปมา

บางพรรคหอบหลักฐานไปแจ้งกับกกต.แบบครบถ้วนกระบวนความ แต่คดีกลับไม่มีความคืบหน้า ออกมาโวยวายแบบสาดเสียเทเสีย จนทำให้กกต.กลายเป็นผู้ร้ายในสายตาสาธารณะชน
ครั้นจะชี้แจงถึงขั้นตอนที่ได้ดำเนินการไปถึงไหน ไม่สามารถชี้แจงให้ประชาชนทั่วไปรับรู้รับทราบได้ เพราะเป็นทั้งความลับและเกรงหน่วยงานที่ประสานไปจะไม่ให้ความร่วมมือ กกต.จึงกลายเป็นตำบลกระสุนตกทุกครั้งหลังเลือกตั้ง
ขอยกตัวอย่างการเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมามีข้อมูลความจริงอยู่ชุดหนึ่ง กกต.ขอความร่วมมือเพื่อขอข้อมูลมาประกอบสำนวน แต่กลับถูกเยื้อมาจากถึงทุกวันนี้
เริ่มจากวันที่ 13 กุมภาพันธ์ 2569 รองเลขาธิการ กกต.ปฏิบัติหน้าที่แทนเลขาฯ กกต.ทำหนังสือถึงบริษัทโทรศัพท์มือถือแห่งหนึ่ง เรื่อง ขอข้อมูลการใช้โทรศัพท์ เรียนผู้จัดการฝ่ายป้องกันและปราบปรามการทุจริต บริษัทฯ(ระบุชื่อบริษัทโทรศัพท์) แนบสำเนาคำสั่งกกต.ลงวันที่ 23 มกราคม 2569 เรื่องแต่งตั้งเจ้าพนักงาน 1 ฉบับ
เนื้อหาระบุว่า ด้วยเหตุควรสงสัยว่าระหว่างวันที่ 9-15 มกราคม 2569 มีการถอนเงินสดจากธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง(ระบุชื่อธนาคาร) สาขาออลซีซั่นส์ เพลส เป็นจำนวนมากผิดปกติ มีพฤติการณ์อันควรสงสัยว่าอาจฝ่าฝืนกฎหมายเลือกตั้งและพรรคการเมือง หรือมีผลให้การเลือกตั้งมิได้เป็นไปโดยสุจริตและเที่ยงธรรม
หนังสือระบุอีกว่า เพื่อให้การรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับบุคคล ความเคลื่อนไหวหรือกิจกรรมบุคคลและพรรคการเมือง รวมถึงข้อพิรุธกันควรสงสัย จึงอาศัยอำนาจตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งพ.ศ.2560 มาตรา 42 ว่าด้วยการสืบสวน ไต่สวน และวินิจฉัย จึงขอทราบว่าหมายเลขโทรศัพท์สองหมายเลข(ระบุหมายเลขชัดเจน) อยู่ในเครือข่ายของท่านหรือไม่ ถ้ามีขอขอทราบว่าจดทะเบียนนามของบุคคลใด พร้อมข้อมูลการใช้โทรศัพท์ตั้งแต่วันที่ 1 พฤศจิกายน 2568 ถึงปัจจุบัน โดยขอให้ส่งผลการตรวจสอบข้อมูลภายใน 3 วันนับแต่วันที่ได้รับหนังสือ
ปรากฏว่าเวลาผ่านไปกว่า 10 วัน ไร้คำตอบจากบริษัทมือถือทาง กกต.จึงทำหนังสือไปอีก 1 ฉบับ ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 ฉบับนี้ทำถึงกรรมการผู้จัดการบริษัทฯ ขอตรวจสอบหมายเลขโทรศัพท์เพิ่มอีก 2 หมายเลข เนื้อหาคล้ายกับฉบับที่แล้ว แต่ลงในรายละเอียดมากขึ้น อาทิ ขอข้อมูลโทรเข้าโทรออก ข้อมูล SMS Service Data Service ชื่อที่ตั้งสถานีฐาน และข้อมูล ID Address การใช้บริการอินเตอร์เน็ต ขอให้ส่งข้อมูลภายใน 3 วันเหมือนเดิม
ผ่านไปเกือบ 3 เดือน ทางบริษัทมือถือตอบกลับลงวันที่ 20 พฤษภาคม 2569 สองฉบับ ตอบหนังสือของกกต.ลงวันที่ 24 กุมภาพันธ์และ 13 กุมภาพันธ์ เนื้อหาสรุปว่าขออภัยที่ตอบล่าช้า เนื่องจากบริษัทได้รับคำขอการใช้งานโทรศัพท์มือถือจากหน่วยงานราชการเป็นจำนวนมาก จากการตรวจสอบโทรศัพท์ทั้ง 4 หมายเลขจดทะเบียนในนานนิติบุคคล(ระบุชื่อบริษัทฯ) แต่บริษัทจัดเก็บและเรียกดูข้อมูลได้เพียง 90 วัน จึงขอส่งข้อมูลตามเอกสารแนบ(ช่วงวันที่ 17-25 กุมภาพันธ์ 2569)
ต่อมาวันที่ 9 ตุลาคม 2569 กกต.ทำหนังสือถึงคณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ขอให้ตรวจสอบและติดตามหน้าที่และอำนาจเพื่อให้บริการเปิดเผยและจัดส่งข้อมูล
เนื้อหาในจดหมายคล้ายกับที่ส่งถึงบริษัทมือถือ คือการเบิกเงินจากธนาคารแห่งหนึ่ง สาขาออสซีซันส์ เพลสฯ มากผิดปกติ ขอให้กสทช.กำชับให้บริษัทมือถือส่งข้อมูลรายละเอียดการใช้โทรศัพท์มือถือทั้งสี่หมายเลขให้ กกต.ภายในวันที่ 1 พฤศจิกายน
ถัดมาวันที่ 15 ตุลาคม กสทช.เชิญบริษัทมือถือไปชี้แจงข้อเท็จจริง ในวันที่ 21 ตุลาคม ปรากฏว่า วันที่ 20 ตุลาคม ทางบริษัทมือถือส่งหนังสือถึงเลขาธิการกสทช. ขอเลื่อนการชี้แจงออกไปเป็นวันที่ 5 พฤศจิกายน โดยอ้างว่ามีรายละเอียดและข้อเท็จจริงเกี่ยวข้องหลายส่วน บริษัทฯอยู่ระหว่างรวบรวมข้อมูลจึงขอขยายเวลาออกไป
จากข้อมูลที่นำเสนอพอประเมินได้ว่าสาเหตุที่กกต.สืบสวนคดีล่าช้าเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับข้อมูลเลือกที่จะยื้อเวลาหรือให้ข้อมูลหรือให้เป็นเพียงบางส่วน อย่างกรณีที่ยกตัวอย่างมา ให้ตรวจสอบเบอร์โทรศัพท์สี่เบอร์ ให้มาเพียงจดนามบริษัทยักษ์ใหญ่กลุ่มพลังงาน 2 เบอร์ อีก 2 เบอร์ในนามบริษัทด้านอาหารและบริการ
ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกสำหรับประเทศไทยที่การเลือกตั้ง ส.ส.ครั้งที่ผ่านมามีชื่อบริษัทยักษ์ใหญ่เข้ามาเกี่ยวข้อง แล้วทำให้การสืบสวนล่าช้า จน กกต.กลายเป็นตำบลกระสุนตก!!!


