“รมต.ท็อป” เปิดปฏิบัติการล้างบางโรงงาน 105-106 ตรวจ 3,049 แห่งทั่วประเทศ

“รมต.ท็อป” สั่งลุย!! คิกออฟปฏิบัติการตรวจโรงงาน 105 ,106 สั่งบังคับใช้กฎหมายเด็ดขาด ย้ำ มาตรฐานเดียวกันทุกคน กำชับ คำนึงความปลอดภัยพี่น้องประชาชน-สิ่งแวดล้อม บูรณาการหน่วยงานเกี่ยวข้อง ตีกรอบ พื้นที่กลุ่ม A-B จบใน พ.ย. กลุ่ม C จบใน ธ.ค.นี้ หวัง ยกระดับมาตรฐานกำกับดูแล โรงงานอุตสาหกรรมทั่วประเทศ

วันที่ 1 พฤศจิกายน 2569 ที่กรมโรงงานอุตสาหกรรม กระทรวงอุตสาหกรรม นายวราวุธ ศิลปอาชา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เป็นประธานเปิดปฏิบัติการ ตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 โดยมีนายทัตพงศ์ สะสมทรัพย์ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงอุตสาหกรรม นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม พล.อ.นเรนทร์ สิริภูบาล นางอัษฎาพร ไกรพานนท์ นางภัทธมน เพ็งส้ม และนายวัชริศ ศิริอุดมเศรษฐ ที่ปรึกษาของรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม นายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม และผู้บริหารกระทรวงอุตสาหกรรม เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง และอุตสาหกรรมจังหวัดทั่วประเทศเข้าร่วมผ่านระบบ Zoom Meeting

โดยนายวราวุธ กล่าวมอบนโยบายว่า ปฏิบัติการ ตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ซึ่งถือเป็นภารกิจสำคัญของกระทรวงอุตสาหกรรมในการยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลภาคอุตสาหกรรมของประเทศ ให้มีความเข้มแข็ง โปร่งใส และรับผิดชอบต่อสังคม ขอให้ทุกคนตระหนักว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมไม่ได้วัดผลสำเร็จจากมูลค่าการลงทุน จำนวนโรงงาน หรือการขยายตัวทางเศรษฐกิจเพียงอย่างเดียว แต่ต้องพิจารณาด้วยว่าการเติบโตนั้นสร้างประโยชน์ให้ประเทศและประชาชนอย่างไร ประชาชนมีความปลอดภัยหรือไม่ ชุมชนได้รับผลกระทบหรือไม่ รวมถึงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมเพียงใด

นายวราวุธ กล่าวว่า การพัฒนาอุตสาหกรรมต้องสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจ โดยไม่ผลักภาระความเสี่ยงและความเสียหายไปให้ประชาชนและสังคม นี่คือหลักคิดสำคัญที่กระทรวงอุตสาหกรรมต้องยึดถือในการทำงาน และเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับนโยบายรัฐบาลและการขับเคลื่อนกระทรวงอุตสาหกรรม ต้องทำให้เกิดผลจริง ไม่ใช่เป็นเพียงการประกาศนโยบาย สำหรับโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 แม้ว่าการคัดแยก การจัดการและการนำวัสดุที่ไม่ใช้แล้วกลับมาใช้ประโยชน์จะมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจหมุนเวียนและการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า แต่การดำเนินกิจการดังกล่าวต้องอยู่ภายใต้กฎหมายและมาตรฐานที่กำหนด หากมีการลักลอบทิ้ง ฝังกลบ จัดการของเสียอันตรายไม่ถูกต้อง หรือประกอบกิจการโดยฝ่าฝืนกฎหมายย่อมก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นเรื่องที่หน่วยงานกำกับดูแลต้องดำเนินการอย่างจริงจัง

นายวราวุธ ระบุว่า ขอมอบนโยบายสำคัญให้ทุกหน่วยงานถือปฏิบัติ ดังต่อไปนี้ ประการที่หนึ่ง ยึดความปลอดภัยของประชาชนและสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ โดยเฉพาะชุมชนที่อยู่โดยรอบโรงงานและพื้นที่ที่อาจได้รับผลกระทบจาการจัดการของเสีย ขอให้เจ้าหน้าที่ตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างรอบด้าน ทั้งกระบวนการประกอบกิจการ การรับและส่งต่อของเสีย สถานที่จัดเก็บกากอุตสาหกรรม ระบบป้องกันและบำบัดมลพิษ ตลอดจนความเสี่ยงต่อดิน น้ำ อากาศ และสุขภาพของประชาชน หากพบเหตุที่อาจก่อให้เกิดอันตรายหรือผลกระทบต่อประชาชน ขอให้เร่งดำเนินการตามอำนาจหน้าที่โดยไม่ล่าช้า พร้อมประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อควบคุม ป้องกัน และแก้ไขปัญหาอย่างเหมาะสม

ประการที่สอง บังคับใช้กฎหมายอย่างเคร่งครัด เด็ดขาด และต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันสำหรับทุกคน ทั้งผู้ประกอบการรายเล็กหรือรายใหญ่ ไม่มีการละเว้นหรือเลือกปฏิบัติ และไม่ปล่อยให้ผู้กระทำความผิดหลีกเลี่ยงความรับผิดชอบ ขณะเดียวกัน การใช้อำนาจของเจ้าหน้าที่ต้องอยู่บนพื้นฐานของข้อเท็จจริง พยานหลักฐาน และอำนาจตามกฎหมายอย่างถูกต้อง ดำเนินการตามเงื่อนไขและขั้นตอนที่กฎหมายกำหนดอย่างเคร่งครัด เป้าหมายคือการสร้างระบบอุตสาหกรรมที่เป็นธรรม ผู้ประกอบการที่ทำถูกต้องต้องได้รับความเป็นธรรม ส่วนผู้ที่ฝ่าฝืนกฎหมายต้องรับผิดชอบต่อการกระทำของตน

ประการที่สาม ตรวจสอบเชิงรุก มุ่งเป้าตามความเสี่ยง และติดตามจนเกิดผล ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งดำเนินการตรวจสอบโรงงานเป้าหมายทั้ง 3,049 โรงงาน โดยจัดลำดับความสำคัญตามความเสี่ยง ให้ความสำคัญกับโรงงานที่มีข้อร้องเรียน มีประวัติฝ่าฝืนคำสั่ง มีข้อมูลผิดปกติ หรือมีความเสี่ยงต่อประชาชนและสิ่งแวดล้อม การตรวจสอบต้องไม่เป็นเพียงการลงพื้นที่เพื่อให้ครบตามแผน แต่ต้องนำไปสู่การค้นหาข้อเท็จจริง การแก้ไขปัญหา และการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเป็นรูปธรรม หากตรวจพบข้อบกพร่อง ต้องติดตามว่ามีการแก้ไขจริงหรือไม่ และหากพบการกระทำความผิด ต้องดำเนินการต่อเนื่องจนถึงขั้นตอนที่กฎหมายกำหนด

นายวราวุธ กล่าวต่อว่า ประการที่สี่ บูรณาการทุกหน่วยงานให้เป็นหนึ่งเดียว ขอให้กรมโรงงานอุตสาหกรรม สำนักงานอุตสาหกรรมจังหวัด ผู้ตรวจราชการกระทรวงอุตสาหกรรม และหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด ทั้งด้านข้อมูล บุคลากร เครื่องมือ และการบังคับใช้กฎหมาย การทำงานต้องไม่แยกส่วน และไม่ปล่อยให้ปัญหาค้างอยู่เพียงเพราะมีข้อจำกัดในการประสานงาน ทุกหน่วยงานต้องรู้บทบาทและอำนาจหน้าที่ของตนเอง พร้อมร่วมกันแก้ไขปัญหาให้เกิดผลต่อประชาชนอย่างแท้จริง และประการที่ห้า ปฏิบัติงานด้วยความโปร่งใส มีความรับผิดชอบ และตรวจสอบได้ ขอให้เจ้าหน้าที่ทุกคนปฏิบัติงานด้วยความสุจริต รอบคอบ ซึ่งการปฏิบัติการครั้งนี้ ต้องสร้างความเชื่อมั่นให้แก่สังคมว่า การกำกับดูแลโรงงาน ของกระทรวงอุตสาหกรรมดำเนินการบนหลักกฎหมายและข้อเท็จจริง มีความโปร่งใส และสามารถตรวจสอบความรับผิดชอบของผู้เกี่ยวข้องได้

นายวราวุธ ระบุด้วยว่า สำหรับกรอบระยะเวลาการดำเนินงาน ขอให้ทุกหน่วยงานเร่งตรวจสอบ พื้นที่กลุ่ม A ใน 5 จังหวัดแรก ได้แก่ จังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี ระยอง ปราจีนบุรี สมุทรปราการ และพื้นที่กลุ่ม B ได้แก่ จังหวัดสมุทรสาคร นครปฐม ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา สระบุรี เร่งดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนพฤศจิกายน 2569 และยังมี พื้นที่กลุ่ม C อีก 66 จังหวัด และกรุงเทพมหานคร ดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569 โดยรายงานความก้าวหน้าปัญหาอุปสรรค และผลการดำเนินงานตามที่กำหนด

ทั้งนี้ หากพบข้อจำกัดที่อาจทำให้ไม่เป็นไปตามแผน ต้องรีบแจ้งและเสนอแนวทางแก้ไขโดยไม่ปล่อยให้เกิดความล่าช้า ตนขอฝากถึงผู้บริหารและเจ้าหน้าที่ทุกคนว่า การปฏิบัติหน้าที่ในครั้งนี้เป็นความรับผิดชอบที่มีความสำคัญต่อประเทศ กระทรวงอุตสาหกรรมไม่เพียงสนับสนุนการเติบโตของภาคธุรกิจ แต่ยังเป็นหน่วยงานที่พร้อมปกป้องความปลอดภัยของประชาชน ดูแลสิ่งแวดล้อม และบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง ขอให้ทุกคนทำงานด้วยความมุ่งมั่น กล้าตัดสินใจภายใต้กรอบกฎหมาย ยึดประโยชน์ของประเทศและประชาชนเป็นที่ตั้ง และคำนึงถึงถึงความปลอดภัยของตนเองและเพื่อนร่วมงานตลอดการปฏิบัติภารกิจ

นายวราวุธ กล่าวตอนท้ายว่า ตนหวังเป็นอย่างยิ่งว่า การเปิดปฏิบัติการในวันนี้จะนำไปสู่การยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลโรงงานทั่วประเทศ ลดปัญหาการจัดการของเสียที่ไม่ถูกต้อง ป้องกันผลกระทบต่อชุมชนและสิ่งแวดล้อม และสร้างความเชื่อมั่นต่อการดำเนินงานของกระทรวงอุตสาหกรรมอย่างยั่งยืน

ด้านนายภาสกร ชัยรัตน์ ปลัดกระทรวงอุตสาหกรรม กล่าวว่า ตามที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมได้มอบนโยบายและเปิดปฏิบัติการตรวจกำกับและบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาดสำหรับการประกอบกิจการโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 นั้น กระทรวงอุตสาหกรรมในฐานะหน่วยงานหลักในการกำกับดูแลและส่งเสริมภาคอุตสาหกรรมต้องกำกับดูแลให้สถานประกอบการ ดำเนินกิจการอย่างถูกต้องตามกฎหมายและมีความรับผิดชอบต่อสังคม สิ่งแวดล้อม คำนึงถึงความปลอดภัยคุณภาพชีวิตของพี่น้องประชาชนเป็นสำคัญ ภารกิจการตรวจกำกับโรงงานลำดับที่ 105 และ 106 ครั้งนี้ จึงเป็นภารกิจสำคัญในการส่งเสริมให้การจัดการสิ่งปฏิกูลหรือวัสดุที่ไม่ใช้แล้วจากภาคอุตสาหกรรมเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักหลักวิชาการและข้อกำหนดของกฎหมาย สามารถนำทรัพยากรกลับมาใช้ประโยชน์ได้อย่างอย่างเหมาะสม ควบคู่กับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ป้องกันผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น สร้างความเชื่อมั่นให้แก่พี่น้องประชาชน และชุมชนโดยรอบสถานประกอบการได้

กระทรวงอุตสาหกรรมจึงมีคำสั่ง แต่งตั้งชุดเฉพาะกิจเพื่อตรวจ กำกับ และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด สำหรับการประกอบกิจการโรงงานประเภทดังกล่าวขึ้นเมื่อวันที่ 27 ตุลาตุลาคม 2569 พร้อมจัดทำแผนปฏิบัติการตรวจ กำกับ โรงงานดังกล่าว และบังคับใช้กฎหมายขั้นเด็ดขาด โดยมีโรงงานเป้าหมาย 3,049 โรงงานทั่วประเทศ พร้อมกำหนดพื้นที่เร่งด่วน ตามระดับความเสี่ยง พร้อมจัดตั้งกลไกการทำงานในรูปแบบคณะทำงานชุดเฉพาะกิจ เพื่อให้การปฏิบัติงานของส่วนกลางและส่วนภูมิภาคเป็นไปอย่างบูรณาการ ที่สำคัญคือมีมาตรฐานเดียวกัน สามารถติดตามผลได้อย่างต่อเนื่อง โดยแผนปฏิบัติการกำหนดต้องดำเนินการ ให้แล้วเสร็จภายในเดือนธันวาคม 2569

ทั้งนี้กระทรวงอุตสาหกรรมจึงได้เตรียมความพร้อมด้านบุคลากร ข้อมูลโรงงาน เครื่องมือการตรวจตรวจสอบ และระบบ i-Auditor เพื่อสนับสนุนการปฏิบัติงานให้มีความถูกต้อง โปร่งใส และตรวจสอบได้ โดยให้ความสำคัญกับภาพของการตรวจสอบ การป้องกัน และแก้ไขผลกระทบที่เกิดขึ้นจริง ตลอดจนการบังคับใช้กฎหมายกับผู้กระทำผิดอย่างเคร่งครัดและเด็ดขาด โดยเจ้าหน้าที่ต้องปฏิบัติหน้าที่ภายใต้ขอบเขตอำนาจตามกฎหมายและคำนึงถึงความปลอดภัยของตนเอง พี่น้องประชาชน และสิ่งแวดล้อมเป็นสำคัญ