“ครม.เงา” จี้รัฐบาลแก้ปัญหา ‘ศูนย์ CI’ หลังนายจ้างร้องค่าใช้จ่ายพุ่ง-เจอส่วยคิวผี เสนอไทยขึ้นทะเบียนแรงงานเอง ปกป้องผลประโยชน์เศรษฐกิจไทย อย่ายอมรัฐบาลทหารเมียนมาเก็บภาษีซ้ำซ้อน
วันที่ 2 พฤศจิกายน 2569 ที่อาคารรัฐสภา พรรคประชาชนแถลงผลการประชุม ครม.เงา ครั้งที่ 18 โดยหนึ่งในวาระที่มีการแถลงคือกรณีปัญหาการดำเนินงานของศูนย์พิสูจน์สัญชาติ (CI) สำหรับแรงงานเมียนมาในประเทศไทย โดย นางสาวนิลุบล พงษ์พยอม ตัวแทนกลุ่มนายจ้างสีขาว, นายสหัสวัต คุ้มคง สส.ชลบุรี พรรคประชาชน, และนายพิศาล มาณวพัฒน์ ทีม ครม.เงา พรรคประชาชน ร่วมแถลงข้อเสนอต่อรัฐบาลในการแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายที่ไม่โปร่งใส การเรียกเก็บเงินนอกระบบ และทบทวนแนวทางบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติ รวมถึงยุทธศาสตร์ความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับเมียนมา เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของประเทศไทย
ในส่วนของ นายนิลุบล กล่าวว่า กลุ่มนายจ้างสีขาวเป็นการรวมตัวของผู้ประกอบการที่ต้องการดำเนินการจ้างแรงงานให้ถูกต้องตามกฎหมาย แต่ปัจจุบันกลับพบปัญหาค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผ่านศูนย์ CI ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างผิดปกติ โดยเดิมค่าดำเนินการหนังสือเดินทางชั่วคราวอยู่ที่ 310 บาท ก่อนปรับเป็น 710 บาท และเพิ่มขึ้นเป็น 2,670 บาท โดยไม่มีการชี้แจงรายละเอียดค่าใช้จ่ายอย่างชัดเจน
กลุ่มนายจ้างได้ทำหนังสือสอบถามกรมการจัดหางาน และนำปัญหาเข้าสู่การพิจารณาของคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐฯ สภาผู้แทนราษฎร โดยพบประเด็นการเรียกเก็บภาษีของเมียนมาในประเทศไทย ทั้งที่แรงงานมีภาระภาษีในไทยอยู่แล้ว พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าค่าใช้จ่ายส่วนดังกล่าวอาจถูกรวมอยู่ในค่าธรรมเนียม 2,670 บาทที่เรียกเก็บผ่านระบบชำระเงิน โดยไม่ได้แจกแจงรายละเอียดให้ผู้ประกอบการทราบ

นางสาวนิลุบล กล่าวต่อไปว่า นอกจากนี้ กลุ่มนายจ้างสีขาวยังได้รับข้อร้องเรียนเรื่องการเรียกเก็บเงินจากนายหน้าชาวเมียนมาบริเวณหน้าศูนย์ CI ในลักษณะของส่วยหรือ ‘คิวผี’ จำนวน 1,350-1,500 บาท แม้แรงงานจะมีหลักฐานการชำระเงินและวันนัดหมายแล้วก็ตาม โดยผู้ร้องเรียนระบุว่า หากไม่จ่ายเงินดังกล่าวก็ไม่สามารถเข้าดำเนินการตามขั้นตอนได้
ขณะเดียวกันยังมีข้อร้องเรียนเกี่ยวกับการเรียกเก็บเงินเพิ่มเติมภายในศูนย์ ซึ่งเชื่อมโยงกับการส่งเงินกลับประเทศเมียนมา โดยแรงงานบางรายต้องเตรียมเงินเพิ่มเติมถึง 6,000 บาท และมีขั้นตอนให้โอนเงินผ่านระบบ True Money ก่อนดำเนินการชำระค่าใช้จ่ายอื่น ส่งผลให้แรงงานและนายจ้างต้องแบกรับภาระที่ไม่ได้รับการชี้แจงอย่างโปร่งใส
นางสาวนิลุบล กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลที่กลุ่มนายจ้างรวบรวม มีแรงงานที่ต้องดำเนินการจัดทำเอกสาร CI ประมาณ 700,000 คน และแรงงานที่หนังสือเดินทางใกล้หมดอายุอีกกว่า 1 ล้านคน หากไม่สามารถแก้ไขปัญหาค่าใช้จ่ายได้ อาจทำให้แรงงานจำนวนมากไม่สามารถเข้าสู่กระบวนการที่ถูกต้องตามกฎหมาย และซ้ำเติมปัญหาขาดแคลนแรงงานของผู้ประกอบการไทย

ด้านนายสหัสวัต ระบุว่า แรงงานข้ามชาติหลายล้านคนมีบทบาทสำคัญในภาคเศรษฐกิจไทย ทั้งภาคประมง เกษตร อุตสาหกรรม ก่อสร้าง และการแปรรูปสินค้า แต่ระบบขึ้นทะเบียนแรงงานของไทยกลับมีลักษณะตรงข้ามกับหลักการบริหารจัดการที่ดี ซึ่งโดยหลักควรทำให้ง่าย รวดเร็ว และมีค่าใช้จ่ายที่เข้าถึงได้ แต่ระบบปัจจุบันกลับมีความซับซ้อน ล่าช้า และมีต้นทุนสูง จนเปิดช่องให้เกิดการทุจริต และทำให้แรงงานเข้าถึงการขึ้นทะเบียนได้ยาก
ศูนย์ CI ซึ่งดำเนินการโดยฝ่ายเมียนมาในประเทศไทย ภายใต้การอนุญาตของกระทรวงแรงงานไทย มีข้อร้องเรียนจำนวนมาก ทั้งการเรียกเก็บเงินนอกระบบ ภาษีซ้ำซ้อน และค่าใช้จ่ายผ่านการโอนเงิน จนเกิดคำถามว่าการดำเนินงานดังกล่าวกำลังเปิดช่องให้รัฐบาลทหารเมียนมาแสวงหาผลประโยชน์จากแรงงานและนายจ้างในประเทศไทยหรือไม่ ซึ่งกระทรวงแรงงานไม่อาจปฏิเสธความรับผิดชอบต่อปัญหานี้ได้
สหัสวัต กล่าวต่อไปว่า สำหรับแนวทางแก้ไข เสนอให้ดำเนินการเป็น 3 ระยะ โดยระยะสั้น หากยังจำเป็นต้องมีศูนย์ CI จะต้องปฏิรูประบบการดำเนินงานให้รัฐบาลไทยสามารถกำกับดูแลได้ และป้องกันการเรียกเก็บภาษีหรือค่าใช้จ่ายซ้ำซ้อนจากแรงงาน
ระยะกลาง รัฐต้องพิจารณาความจำเป็นของศูนย์ CI และศึกษาการจัดทำระบบขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติโดยรัฐบาลไทยฝ่ายเดียว ทั้งการจัดเก็บข้อมูลอัตลักษณ์บุคคลและการออกเอกสาร ซึ่งประเทศไทยเคยดำเนินการมาแล้วในอดีต โดยเฉพาะระบบขึ้นทะเบียนแรงงานตั้งแต่ปี 2547 เป็นต้นมา เพื่อให้สามารถบริหารจัดการแรงงานได้โดยตรงและรักษาผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจไว้ในประเทศ
ส่วนระยะยาว รัฐต้องปฏิรูปการบริหารจัดการแรงงานข้ามชาติทั้งระบบ ทั้งการทบทวนอาชีพสงวนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เช่น พ.ร.บ.คนเข้าเมือง และ พ.ร.ก.การบริหารจัดการการทำงานของคนต่างด้าว เนื่องจากรูปแบบการจัดการที่ใช้อยู่มีพื้นฐานจากแนวทางเมื่อกว่า 20 ปีก่อน ขณะที่จำนวนแรงงานและความต้องการของภาคเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก

ในส่วนของนายพิศาล ระบุว่า ยุทธศาสตร์ไทยต่อเมียนมาที่ผ่านมาเป็นการดำเนินนโยบายต่างประเทศที่เกรงใจผู้นำทหารเมียนมามากเกินไป และกำลังส่งผลกระทบต่อศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของประเทศไทย อย่างเหตุการณ์เมื่อวันที่ 29 ตุลาคมที่ผ่านมา มีรายงานกระสุนจากอาวุธหนักตกในพื้นที่ อ.แม่สอด และ อ.พบพระ จ.ตาก ส่งผลให้บ้านเรือนเสียหายและมีผู้ได้รับบาดเจ็บ เป็นตัวอย่างของปัญหาความมั่นคงข้ามพรมแดนที่ยังไม่ได้รับการแก้ไข
แม้รัฐบาลไทยจะให้การต้อนรับ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำทหารเมียนมาอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนสิงหาคมที่ผ่านมา แต่ยังไม่ปรากฏว่าปัญหาข้ามพรมแดนที่กระทบประเทศไทยลดลงอย่างเป็นรูปธรรม เป็นเครื่องบ่งชี้ว่ารัฐบาลจำเป็นต้องทบทวนแนวทางการทูตที่ใช้อยู่ โดยมีอยู่ทั้งหมด 5 ข้อ ได้แก่
1. ให้ความสำคัญกับผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจของประเทศไทยจากแรงงานที่เข้าสู่ระบบอย่างถูกต้อง โดยเฉพาะภาคการผลิตและการส่งออก มากกว่าผลประโยชน์ของรัฐบาลทหารเมียนมา
2. แจ้งฝ่ายเมียนมาอย่างเป็นทางการว่า การเรียกเก็บภาษีแรงงานเมียนมาในประเทศไทยในอัตราร้อยละ 2 ของรายได้ ไม่สอดคล้องกับกฎหมายระหว่างประเทศ และขัดต่อความตกลงเพื่อการเว้นการเก็บภาษีซ้อนระหว่างไทยกับเมียนมาที่ลงนามในปี 2545
3. ผลักดันให้แรงงานเมียนมาเข้าสู่ระบบอย่างถูกต้องให้มากที่สุด โดยพิจารณาผ่อนปรนข้อกำหนดเกี่ยวกับเอกสารแสดงอัตลักษณ์บุคคลหรือ CI เป็นการชั่วคราว เพื่อลดต้นทุนของผู้ประกอบการและภาระค่าใช้จ่ายของโรงพยาบาลรัฐที่เกี่ยวข้องกับแรงงานและครอบครัวที่อยู่นอกระบบ
4. ทบทวนแนวนโยบายการปฏิสัมพันธ์กับเมียนมาแบบค่อยเป็นค่อยไป หรือ Recalibrated Engagement โดยปรับแนวทางการทูตให้คำนึงถึงศักดิ์ศรีและผลประโยชน์ของประเทศไทยมากขึ้น
5. ให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหาข้ามพรมแดนจากเมียนมาที่กระทบไทยโดยตรง ทั้งเหตุอาวุธตกในเขตไทย ยาเสพติด และสารปนเปื้อนในแม่น้ำ โดยมุ่งแก้ไขต้นตอจากสงครามภายในเมียนมา พร้อมใช้ความร่วมมือกับอาเซียนและประเทศมหาอำนาจ โดยเฉพาะจีน เพื่อกดดันให้ผู้นำทหารเมียนมายุติการใช้ความรุนแรงและเข้าสู่กระบวนการปรองดองกับกลุ่มชาติพันธุ์
นายพิศาล กล่าวทิ้งท้ายว่า รัฐบาลไทยจำเป็นต้องดำเนินการทูตที่ทำให้ประเทศเพื่อนบ้านเคารพผลประโยชน์ของไทย พร้อมจัดระเบียบการขึ้นทะเบียนแรงงานข้ามชาติให้ตอบสนองต่อความต้องการของเศรษฐกิจและผลประโยชน์ของประเทศไทยเป็นสำคัญ

