NIA หนุนแนวคิดเวิลด์แบงก์ “Small AI, Big Jobs” AI ไม่ต้องใหญ่ ก็เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจได้!

NIA หนุนแนวคิดเวิลด์แบงก์ “Small AI, Big Jobs” AI ไม่ต้องใหญ่ ก็เปลี่ยนเกมเศรษฐกิจได้! เปิดโอกาสธุรกิจรายเล็กโตด้วยเทคโนโลยีเฉพาะทาง พร้อมพาส่อง 3 นวัตกรรม AI สัญชาติไทย ที่ช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสใหม่

ประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจจากการประชุมประจำปีของกองทุนการเงินระหว่างประเทศและธนาคารโลก (IMF-World Bank Annual Meetings 2026) ซึ่งประเทศไทยเป็นเจ้าภาพ คือการหยิบยกแนวคิด “Small AI, Big Jobs” มาสะท้อนโอกาสของประเทศกำลังพัฒนาในยุค AI ที่ไม่จำเป็นต้องแข่งขันกันสร้างโมเดลขนาดใหญ่ด้วยเงินลงทุนมหาศาล แต่สามารถนำ AI ที่มีต้นทุนไม่สูงและตอบโจทย์การใช้งานเฉพาะด้านมาช่วยแก้ปัญหาทางธุรกิจ ทั้งลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสในการเติบโต โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจขนาดกลาง ขนาดย่อม และรายย่อย (MSMEs) ที่มีทรัพยากรจำกัด แต่เป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสร้างงานทั่วโลก

โดยแนวคิดดังกล่าวยิ่งชัดเจนขึ้น เมื่อนายอาเจย์ บังกา (Ajay Banga) ประธานกลุ่มธนาคารโลก ระบุว่า MSMEs มีสัดส่วนถึงร้อยละ 90 ของจำนวนบริษัททั่วโลก และเป็นแหล่งจ้างงานร้อยละ 75 ของแรงงานในประเทศกำลังพัฒนา ขณะที่อีก 10–15 ปีข้างหน้า จะมีคนรุ่นใหม่เข้าสู่ตลาดแรงงานถึง 1,600 ล้านคน แต่คาดว่าจะมีตำแหน่งงานรองรับเพียง 420 ล้านตำแหน่ง สะท้อนให้เห็นว่า การเพิ่มศักยภาพให้ธุรกิจรายเล็กสามารถเติบโตและสร้างงานได้มากขึ้น เป็นหนึ่งในโจทย์สำคัญของเศรษฐกิจโลก และ AI เฉพาะทางอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยตอบโจทย์ดังกล่าว โดยไม่จำเป็นต้องอาศัยการลงทุนด้านเทคโนโลยีจำนวนมหาศาล

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA ขอชวนมาสำรวจว่า “Small AI, Big Jobs” สามารถเกิดขึ้นได้จริงในภาคธุรกิจไทยอย่างไร ผ่าน 3 นวัตกรรม AI สัญชาติไทยที่ช่วยแก้ปัญหาเฉพาะทาง ตั้งแต่การตรวจสอบคุณภาพข้าว การวิเคราะห์ข้อมูลแปลงเกษตร ไปจนถึงการคัดเกรดทุเรียน ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า AI ที่ตอบโจทย์ปัญหาจริงนั้น สามารถช่วยลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพ และสร้างโอกาสเติบโตให้ทั้ง MSMEs และสตาร์ตอัปผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทยได้

ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ กล่าวถึงทิศทางและโอกาสของไทยว่า การพัฒนาเศรษฐกิจ AI ไม่ควรจำกัดอยู่เพียงการแข่งขันด้านเพื่อพัฒนาเทคโนโลยีขั้นสูง แต่ต้องให้ความสำคัญกับการนำ AI ไปประยุกต์ใช้เพื่อแก้ปัญหาของภาคธุรกิจ โดยเฉพาะในกลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมายที่ประเทศไทยมีความเชี่ยวชาญและมีฐานผู้ประกอบการจำนวนมาก เช่น อุตสาหกรรมยานยนต์และชิ้นส่วน อุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ อุตสาหกรรมการเกษตรและแปรรูปอาหาร อุตสาหกรรมปิโตรเคมีและเคมีภัณฑ์ อุตสาหกรรมการแพทย์และสุขภาพ รวมถึงอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและบริการ ซึ่งเป็นโอกาสที่ผู้พัฒนา AI ไทยจะสามารถใช้ความเข้าใจปัญหาของตลาดในประเทศมาสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ผู้ใช้งานได้ตรงจุด

“NIA มองว่าโอกาสของประเทศไทยในยุค AI ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงการพัฒนาเทคโนโลยีใหม่ให้ก้าวทันโลก แต่ต้องทำให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเทคโนโลยีมาใช้สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจได้จริง โดยเฉพาะกลุ่ม MSMEs ที่ยังมีข้อจำกัด ทั้งด้านเงินทุน บุคลากร และความพร้อมในการปรับตัว ดังนั้น การพัฒนา AI เฉพาะทางจึงเป็นโอกาสของสตาร์ตอัปไทยในการนำความเชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีมาสร้างโซลูชันที่ตอบโจทย์ปัญหาของภาคธุรกิจ ไม่ว่าจะเป็นการตรวจสอบคุณภาพสินค้า การวิเคราะห์ข้อมูลการผลิต หรือการบริหารจัดการทรัพยากร ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงและใช้ประโยชน์จาก AI ได้โดยไม่จำเป็นต้องลงทุนพัฒนาระบบขึ้นมาเอง ทั้งยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มความแม่นยำ และยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงาน รวมถึงการขยายตลาดใหม่ให้ผู้พัฒนาเทคโนโลยีไทย”

พาส่อง 3 AI สัญชาติไทย จากโจทย์ในแปลงเกษตรสู่นวัตกรรมเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ

หนึ่งในธุรกิจที่สะท้อนโอกาสของ AI เฉพาะทางได้อย่างชัดเจน คือภาคเกษตรกรรม ซึ่งมีความท้าทายตั้งแต่ต้นทุนการผลิต แรงงาน ไปจนถึงการรักษาคุณภาพผลผลิตให้ได้มาตรฐานตลาด โดยที่ผ่านมา NIA ได้ส่งเสริมการพัฒนาและนำเทคโนโลยีไปประยุกต์ใช้ในภาคเกษตร ผ่าน “โครงการ AgTech Connext 2026” ที่เชื่อมนวัตกรรมจากสตาร์ตอัปไทยกับกลุ่มเกษตรกรผู้ปลูกข้าวและทุเรียนใน 10 จังหวัด โดยคัดเลือกเกษตรกรจำนวน 70 กลุ่มให้เข้าร่วมกระบวนการเรียนรู้ ทดลอง และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีให้เหมาะสมกับพื้นที่ พร้อมนำนวัตกรรมจาก 14 สตาร์ตอัปไปถ่ายทอดและส่งเสริมการใช้งานในกระบวนการผลิตจริงซึ่งมีตัวอย่าง AI ที่น่าสนใจ 3 โซลูชัน ได้แก่

อีซีไรซ์ (EASYRICE) – AI ตรวจสอบพันธุ์ข้าวเปลือกและคุณภาพข้าวสาร เพิ่มความรวดเร็วและมาตรฐานการซื้อขาย นวัตกรรมจากบริษัท อีซีไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด ที่นำเทคโนโลยี AI และการประมวลผลภาพมาใช้ตรวจสอบพันธุ์ข้าวเปลือกและคุณภาพข้าวสาร เพื่อลดข้อจำกัดของการตรวจสอบด้วยสายตาที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่มีประสบการณ์ และหาได้ยากในปัจจุบัน โดยระบบสามารถตรวจสอบได้ด้วยความแม่นยำมากกว่าร้อยละ 95 และประมวลผลได้เร็วสุดถึง 30 วินาที ขึ้นอยู่กับแพ็กเกจที่เลือกใช้ รองรับการตรวจสอบพันธุ์ข้าวเปลือกมากกว่า 10 พันธุ์ และตรวจสอบคุณภาพข้าวสารได้ตามมาตรฐานกระทรวงพาณิชย์มากกว่า 50 มาตรฐาน ช่วยเพิ่มความรวดเร็ว และความสม่ำเสมอในการประเมิน สามารถพิมพ์ผลตรวจออกมาอ้างอิงได้ เป็นประโยชน์ต่อการตัดสินใจซื้อขายระหว่างโรงสี ผู้ส่งออก ท่าข้าว วิสาหกิจชุมชน และสหกรณ์ ที่ต้องรักษามาตรฐานสินค้าและบริหารกระบวนการซื้อขายอย่างมีประสิทธิภาพตลอดห่วงโซ่อุปทานข้าว

ลิสเซินฟิลด์ (ListenField) – AI วิเคราะห์ข้อมูลแปลงเกษตร ช่วยลดความสูญเสียและบริหารต้นทุนการผลิต นวัตกรรมด้านเกษตรแม่นยำที่นำ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลแปลงเพาะปลูกและคุณภาพดิน เพื่อช่วยให้เกษตรกรวางแผนการผลิตและใช้ทรัพยากรได้อย่างเหมาะสมกับสภาพพื้นที่ ตั้งแต่การจัดการดิน การใช้ปุ๋ย ไปจนถึงการติดตามข้อมูลการเพาะปลูก โดยข้อมูลที่ได้สามารถนำมาใช้ประกอบการตัดสินใจแทนการอาศัยประสบการณ์เพียงอย่างเดียว ช่วยเพิ่มความแม่นยำในการบริหารจัดการแปลง ลดโอกาสการใช้ปัจจัยการผลิตเกินความจำเป็น และสนับสนุนให้เกษตรกรสามารถควบคุมต้นทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

ดูเรียน เอไอ (Durian AI) – AI คัดเกรดทุเรียนอัตโนมัติ เพิ่มประสิทธิภาพการจัดการผลผลิตเพื่อการแข่งขัน นวัตกรรมจากบริษัท กัสโต้ เทคโนโลยี จำกัด ที่พัฒนาเครื่องคัดแยกเกรดทุเรียนอัตโนมัติด้วย AI และเทคโนโลยีภาพถ่ายสามมิติ สามารถวิเคราะห์ขนาดและรูปทรงของทุเรียนเพื่อช่วยจัดเกรดผลผลิต ลดข้อจำกัดจากการพึ่งพาแรงงานที่มีทักษะเฉพาะ และเพิ่มความสม่ำเสมอของกระบวนการคัดแยก พร้อมระบบบันทึกข้อมูลวัน เวลา และแหล่งที่มาของผลผลิต ซึ่งช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถบริหารจัดการข้อมูลและตรวจสอบย้อนกลับได้สะดวกมากขึ้น สนับสนุนการรักษามาตรฐานสินค้าเพื่อจำหน่ายทั้งในประเทศและต่างประเทศ

ทั้งนี้ จะเห็นว่า AI สามารถสร้างประโยชน์ได้ตั้งแต่กระบวนการต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ โดยไม่จำเป็นต้องเป็นเทคโนโลยีที่ซับซ้อนสำหรับผู้ใช้งาน แต่ต้องสามารถตอบโจทย์ปัญหาได้อย่างเหมาะสม ซึ่งสอดคล้องกับผลการดำเนินงานของโครงการ AgTech Connext 2026 ที่พบว่าการนำเทคโนโลยีและนวัตกรรมจากสตาร์ตอัปไปประยุกต์ใช้ในภาคเกษตร สามารถช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและลดต้นทุนได้มากกว่าร้อยละ 10 ในภาพรวมของโครงการ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของการเชื่อมโยงผู้พัฒนาเทคโนโลยีกับผู้ใช้งานจริง เพื่อให้นวัตกรรมสามารถสร้างผลลัพธ์ทางเศรษฐกิจได้อย่างเป็นรูปธรรม

NIA เดินหน้ากลไก 4G เชื่อมเทคโนโลยีไทยสู่ตลาด ขยายโอกาส AI ให้ธุรกิจทุกระดับ

ดร.กริชผกา กล่าวเพิ่มเติมว่า การขับเคลื่อน AI ให้เป็นเครื่องมือยกระดับเศรษฐกิจไทยจำเป็นต้องดำเนินการตลอดห่วงโซ่ ตั้งแต่การพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการ การสนับสนุนการพัฒนาเทคโนโลยี การทดลองใช้งานจริง ไปจนถึงการสร้างโอกาสเชิงพาณิชย์ โดย NIA มุ่งเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน สถาบันการศึกษา และเครือข่ายผู้ประกอบการ เพื่อให้การพัฒนานวัตกรรมสอดคล้องกับความต้องการของตลาด โดยเฉพาะการจับคู่สตาร์ตอัปผู้พัฒนา AI กับกลุ่ม MSMEs ที่ต้องการนำเทคโนโลยีไปเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน ผ่านการสร้างเครือข่ายความร่วมมือ การทดลองใช้นวัตกรรม และการเชื่อมโยงโอกาสทางการตลาด ซึ่งจะช่วยให้ผู้ประกอบการเข้าถึง AI ที่เหมาะสมกับธุรกิจได้ง่ายขึ้น ขณะเดียวกันยังเปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยนำโซลูชันไปใช้จริงกับลูกค้าและขยายตลาดได้มากขึ้น

สำหรับเป้าหมายของ NIA ไม่ใช่เพียงการสนับสนุนให้เกิดเทคโนโลยี AI ใหม่ ๆ แต่ต้องการผลักดันให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำเทคโนโลยีไปใช้สร้างประโยชน์ทางธุรกิจได้จริง ทั้งการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพการผลิต รักษามาตรฐานสินค้า และสร้างรายได้ใหม่ เพราะเมื่อ MSMEs มีศักยภาพในการแข่งขันและขยายธุรกิจได้มากขึ้น ก็จะช่วยสร้างความต้องการนวัตกรรมในตลาด เปิดโอกาสให้สตาร์ตอัปไทยเติบโตไปพร้อมกัน และนำไปสู่การลงทุนและการจ้างงานใหม่ในอนาคต ซึ่งเป็นสิ่งที่ NIA ต้องการผลักดันให้เกิดขึ้น เพื่อให้ AI เป็นอีกหนึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญในการสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทยอย่างต่อเนื่อง