ส.อ.ท. หารือ พาณิชย์ เสนอ 7 แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย หนุน SMEs ดัน Buy Thai ยกระดับ IP เพิ่มขีดแข่งขันสู่ตลาดโลก

ศุภจี สุธรรมพันธุ์ พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

กระทรวงพาณิชย์ – นางพิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) พร้อมคณะผู้บริหาร ส.อ.ท. เข้าหารือกับนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ (รมว.พณ.) เพื่อเสนอแนวทางความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมไทย มุ่งเสริมความแข็งแกร่งให้ผู้ประกอบการ SMEs เข้าถึงตลาดและแหล่งทุน ส่งเสริมการใช้สินค้าไทยผ่านโครงการ Buy Thai ขยายโอกาสทางการค้าระหว่างประเทศ และเพิ่มมูลค่าสินค้าไทย

นางศุภจี กล่าวว่า เศรษฐกิจไทยยังเผชิญความท้าทายจากการกระจุกตัวของตลาดส่งออกและรายได้ รวมถึงการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ พณ. จึงมุ่งปรับสมดุลการค้าผ่าน 4 แนวทาง ได้แก่ Rethink Partnerships ขยายความร่วมมือทางการค้า Redefine Value ยกระดับมูลค่าสินค้าและบริการไทย Rewire Trade กระจายตลาดและปรับโครงสร้างการค้า และ Rebuild Trust & Resilience เสริมความเชื่อมั่นและความยืดหยุ่นของห่วงโซ่อุปทานโดย พณ. พร้อมร่วมมือกับ ส.อ.ท. ส่งเสริม Local Content เชื่อมโยงผู้ประกอบการไทยสู่ห่วงโซ่อุปทานระหว่างประเทศ และขยายโอกาสทางการค้าให้ SMEs ผ่านแนวคิด Co-Creation โดยปรับแนวคิดจากการ “ขายให้” (Sell To) สู่การ “ขายร่วมกัน” (Sell With) โดยนำจุดแข็งของไทยและประเทศคู่ค้ามาพัฒนาสินค้า เทคโนโลยี และตลาดใหม่ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจ

ศุภจี สุธรรมพันธุ์

นางศุภจีกล่าววว่า นอกจากนี้ กระทรวงพร้อมหารือแนวทางยกระดับอุตสาหกรรมศักยภาพ อาทิ การผลักดันไทยสู่ Jewelry Hub การขับเคลื่อน Thailand Food Valley และการส่งเสริมทรัพย์สินทางปัญญาและนวัตกรรม ควบคู่กับการพัฒนา SMEs เพิ่มช่องทางตลาดและการเข้าถึงแหล่งเงินทุน เพื่อเสริมขีดความสามารถในการแข่งขันและขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ ทั้งนี้ พณ.มุ่งให้การค้าเป็นกลไกสร้างการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เข้มแข็งและทั่วถึง โดยเน้นการเพิ่มมูลค่าในประเทศ ส่งเสริมสินค้าและวัตถุดิบไทย และกระจายโอกาสสู่ผู้ประกอบการทุกระดับ ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนอย่างเป็นรูปธรรม

นางพิมพ์ใจ กล่าวว่า ส.อ.ท. พร้อมสนับสนุนการดำเนินงานของกระทรวงพาณิชย์ผ่านความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชน รวมถึงการ Co-Creation เพื่อผลักดันนโยบายให้เกิดผลเป็นรูปธรรม โดยในการหารือครั้งนี้ ส.อ.ท. ได้นำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบาย 7 แนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มในประเทศ เพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และเปิดโอกาสใหม่ให้ผู้ประกอบการไทยเติบโตในตลาดโลก

พิมพ์ใจ ลี้อิสสระนุกูล

1. ยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของ SMEs ไทย โดยบูรณาการฐานข้อมูลผู้ประกอบการ SMEs ระหว่างกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD) กับ ส.อ.ท. ส่งเสริมการรับรอง Made in Thailand (MiT) เพิ่มช่องทางจำหน่ายและจับคู่ธุรกิจ ยกระดับการตรวจสอบมาตรฐานสินค้านำเข้า ตลอดจนสนับสนุนการขยายตลาดต่างประเทศ สินค้าสีเขียว และแพลตฟอร์มการค้าออนไลน์แบบ B2B และระบบ Verified Thai SME / Thai Product เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ซื้อ พร้อมเชื่อมโยงแหล่งเงินทุนผ่านโครงการ FTI SME Funding Connect เพื่อเสริมสภาพคล่อง รองรับคำสั่งซื้อและขยายกำลังการผลิต

2. ส่งเสริมการใช้สินค้าไทยผ่านโครงการ Buy Thai โดยกำหนดสินค้าเป้าหมายและประเมินผลกระทบทางเศรษฐกิจร่วมกับสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) พร้อมผลักดันการจัดซื้อสินค้าไทยของภาครัฐเป็นลำดับแรก และพิจารณามาตรการจูงใจด้านภาษีและการตลาด เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายในประเทศ เพิ่มการใช้กำลังการผลิต และสร้างรายได้ให้ผู้ประกอบการไทย

3. ขยายโอกาสทางการค้าผ่าน FTA และการเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เสนอให้ภาครัฐหารือกับภาคอุตสาหกรรมก่อนเจรจาความตกลงการค้าเสรี (FTA) เพื่อประเมินผลกระทบรายอุตสาหกรรมและเตรียมมาตรการรองรับ วิเคราะห์โอกาสและความเสี่ยงรายอุตสาหกรรม ตลอดจนจัดทำมาตรการรองรับด้านเงินทุน เทคโนโลยี มาตรฐาน บุคลากร และการเข้าถึงตลาดใหม่ พร้อมติดตามการใช้สิทธิประโยชน์และประเมินผลกระทบหลังความตกลงมีผลบังคับใช้

สำหรับความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจที่ครอบคลุม (CEPA) ไทย–สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) เสนอให้พิจารณาเงื่อนไขการเปิดตลาดเม็ดพลาสติกโพลิเอทิลีน (PE) และโพลิโพรพิลีน (PP) อย่างรอบคอบ เนื่องจากอาจกระทบผู้ผลิตไทย การจ้างงาน และห่วงโซ่อุปทาน โดยเสนอให้คงอัตราภาษีนำเข้าเดิมในช่วง 5 ปีแรก ก่อนทยอยลดภาษีตั้งแต่ปีที่ 6 ควบคู่กับการกำหนดโควตานำเข้าอย่างเหมาะสม และใช้มาตรการปกป้องทางการค้า อาทิ มาตรการตอบโต้การทุ่มตลาด (Anti-Dumping) และมาตรการปกป้อง (Safeguard) พร้อมส่งเสริมสินค้า MiT และผลิตภัณฑ์พลาสติกรีไซเคิล ควบคู่กับการใช้ CEPA เป็นโอกาสสร้างความร่วมมือด้านวัตถุดิบ การลงทุน และการถ่ายทอดเทคโนโลยี

4. ยกระดับประเทศไทยสู่ศูนย์กลางอัญมณีและเครื่องประดับโลก (Jewelry Hub) โดยเสนอเป้าหมายเพิ่มมูลค่าการส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับจาก 457,000 ล้านบาทในปี 2025 เป็น 1.58 ล้านล้านบาทในปี 2038 หรือเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 10 ต่อปี โดยมุ่งยกระดับห่วงโซ่คุณค่า พัฒนาเทคโนโลยีและทักษะแรงงาน คุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา เพิ่มมูลค่าสินค้า และขยายตลาดผ่านงาน Bangkok Gems & Jewelry Fair การจับคู่ธุรกิจ และการดึงดูดแบรนด์และนักลงทุนระดับโลก

5. ขับเคลื่อน Thailand Food Valley ยกระดับสินค้าเกษตรสู่ผลิตภัณฑ์มูลค่าสูง เสนอให้ขับเคลื่อน Thailand Food Valley Model เชื่อมโยงภาคเกษตรและอุตสาหกรรมตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การผลิตวัตถุดิบ การแปรรูป การพัฒนาเทคโนโลยีและมาตรฐาน ไปจนถึงการตลาดทั้งในและต่างประเทศ พร้อมกำหนดสินค้าเกษตรและอาหารเป้าหมายในแต่ละภูมิภาค เพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิตทางการเกษตร สร้างรายได้ให้เกษตรกร ดึงดูดการลงทุน และยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางการผลิตสินค้าเกษตรและอาหารมูลค่าสูงของภูมิภาค

6. ส่งเสริมและคุ้มครองทรัพย์สินทางปัญญา (IP) สร้างมูลค่าเพิ่มจากนวัตกรรมไทย โดยผลักดันการใช้ประโยชน์เชิงพาณิชย์จากทรัพย์สินทางปัญญาและสินทรัพย์ไม่มีตัวตน (IP/IA) ใน 3 อุตสาหกรรมนำร่อง ได้แก่ อาหารและส่วนผสมมูลค่าสูง วัสดุและเคมีชีวภาพจากฐานเกษตร และเครื่องมือแพทย์หรือชิ้นส่วนมูลค่าสูง ผ่าน IP Clinic ช่องทาง Fast Track แพลตฟอร์มจับคู่งานวิจัยกับผู้ประกอบการ และการประเมินมูลค่า IP/IA Matching Platform เพื่อสนับสนุนการเข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านกลไก IP Finance

7. สนับสนุนความร่วมมือระหว่างภาครัฐและสภาธุรกิจภายใต้การดูแลของ ส.อ.ท. เสนอให้ใช้เครือข่ายสภาธุรกิจภายใต้การดูแลของ ส.อ.ท. เป็นกลไกเชื่อมโยงผู้ประกอบการกับประเทศคู่ค้า เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลตลาด กำหนดสินค้าเป้าหมาย จัดกิจกรรมส่งเสริมการค้า และแก้ไขอุปสรรคทางการค้า