อัยการสูงสุดสั่งตรวจคดีการเมือง!เปิดทางยุติคดี–จำหน่ายออกจากสารบบ

วาง 7 แนวทางปฏิบัติทั่วประเทศ ครอบคลุมคดีชุมนุมทางการเมืองย้อนหลังปี 2548 ย้ำต้องตรวจสอบข้อเท็จจริงก่อนใช้สิทธิ อัยการสูงสุดออกหนังสือเวียนกำชับพนักงานอัยการทั่วประเทศ เร่งตรวจสอบคดีที่เกี่ยวข้องกับการชุมนุมและการแสดงออกทางการเมือง ตาม พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เปิดช่องยุติการดำเนินคดีและจำหน่ายคดีออกจากสารบบ ครอบคลุมคดีที่อยู่ระหว่างสอบสวน สั่งคดี และพิจารณาในศาล รวมถึงคดีที่มีคำพิพากษาแล้ว แต่ต้องเข้าเงื่อนไขตามกฎหมาย พร้อมกำหนดแนวทางปฏิบัติ 7 ประเด็น เพื่อให้การดำเนินงานเป็นมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ

เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2569 ผู้สื่อข่าวสำนักข่าวไทยแทบลอยด์รายงานว่า สำนักงานอัยการสูงสุดได้มีหนังสือเวียน ลงวันที่ 19 ตุลาคม 2569 เรื่อง แนวทางปฏิบัติในการดำเนินการตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ลงนามโดยนายโกวิท ศรีไพโรจน์ อัยการสูงสุด ส่งถึงรองอัยการสูงสุด ผู้ตรวจการอัยการ อธิบดีอัยการ อธิบดีอัยการภาค อัยการพิเศษฝ่าย เลขานุการอัยการสูงสุด และผู้บริหารสำนักงานอัยการทั่วประเทศ เพื่อกำหนดแนวทางปฏิบัติให้เป็นไปในทิศทางเดียวกัน

หนังสือดังกล่าวระบุว่า พระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 ประกาศในราชกิจจานุเบกษา และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 24 สิงหาคม 2569 โดยมาตรา 7 กำหนดหลักเกณฑ์เกี่ยวกับการดำเนินคดีอาญาของบุคคลที่เข้าร่วมการชุมนุมทางการเมือง หรือแสดงออกทางการเมือง ซึ่งมีมูลเหตุจากความขัดแย้งหรือแรงจูงใจทางการเมือง

ทั้งนี้ ครอบคลุมการกระทำที่เกิดขึ้นระหว่างวันที่ 1 มกราคม 2548 ถึงวันที่ 16 กรกฎาคม 2568 โดยต้องพิจารณาว่าความผิดดังกล่าวอยู่ในข่ายได้รับสิทธิตามกฎหมายหรือไม่

สำนักงานอัยการสูงสุดจึงกำหนดแนวทางปฏิบัติสำคัญ 7 ประเด็น ดังนี้(1)เร่งตรวจสอบคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบให้พนักงานอัยการตรวจสอบสำนวนคดีที่อยู่ในความรับผิดชอบ โดยพิจารณาพฤติการณ์แห่งคดี มูลเหตุของการกระทำ ความเชื่อมโยงกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมือง ตลอดจนฐานความผิดที่พนักงานสอบสวนแจ้งข้อหากากพบว่าคดีเข้าเงื่อนไขตามมาตรา 7 ให้ดำเนินการตามมาตรา 8 โดยออกคำสั่งยุติการดำเนินคดีตามหลักเกณฑ์และระเบียบที่กำหนด

(2)คดีที่มีคำสั่งฟ้องแล้ว แต่ยังไม่ยื่นฟ้องต่อศาล กรณีผู้ต้องหามาปรากฏตัวหรืออยู่ระหว่างรอส่งฟ้อง หากตรวจสอบพบว่าการกระทำเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ให้พนักงานอัยการดำเนินการยุติการฟ้องคดี ส่วนกรณีผู้ต้องหายังไม่มาพบพนักงานอัยการ หรือยังไม่สามารถนำตัวส่งฟ้องได้ ให้ตรวจสอบข้อเท็จจริงและเสนอผู้บังคับบัญชาพิจารณาตามขั้นตอนกากผู้ต้องหาถูกควบคุมตัว ฝากขัง หรืออยู่ระหว่างมาตรการจำกัดสิทธิ ให้เร่งดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง เพื่อไม่ให้มีการจำกัดสิทธิเกินกว่าที่กฎหมายอนุญาต

(3)คดีที่ยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว และอยู่ระหว่างพิจารณาหากคดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาลชั้นต้น และตรวจสอบพบว่าจำเลยได้รับสิทธิตามมาตรา 7 ให้พนักงานอัยการยื่นคำแถลงต่อศาลโดยเร็ว เพื่อประกอบการพิจารณายุติการพิจารณาและจำหน่ายคดีออกจากสารบบตามกฎหมาย

(4)คดีที่อยู่ระหว่างอุทธรณ์หรือฎีกา กรณีศาลมีคำสั่งให้จำหน่ายคดีตามพระราชบัญญัติดังกล่าว ให้อัยการดำเนินการตามคำสั่งศาล
หากเป็นคดีที่พนักงานอัยการยื่นอุทธรณ์หรือฎีกาไว้แล้ว ให้ยื่นคำแถลงต่อศาลโดยเร็ว เพื่อประกอบการพิจารณายุติคดีและจำหน่ายคดีออกจากสารบบตามหลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

(5)คดีแพ่งที่หน่วยงานรัฐเรียกร้องค่าเสียหาย กรณีคดีแพ่งที่เกี่ยวข้องกับการกระทำตามมาตรา 7 และอยู่ระหว่างการพิจารณาสั่งคดี ให้พนักงานอัยการตรวจสอบสิทธิของผู้ถูกดำเนินคดี และพิจารณาดำเนินการตามบทบัญญัติที่เกี่ยวข้อง สำหรับคดีที่หน่วยงานของรัฐเป็นโจทก์เรียกค่าเสียหายและยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว หากเข้าหลักเกณฑ์ตามกฎหมาย ให้แจ้งหน่วยงานเจ้าของเรื่องดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนด รวมถึงการส่งเรื่องให้คณะกรรมการสร้างเสริมสังคมสันติสุขพิจารณาวินิจฉัยชี้ขาดในกรณีที่เกี่ยวข้อง

(6)คดีที่ข้อเท็จจริงยังไม่ชัดเจนหากมีข้อสงสัยว่าการกระทำเกี่ยวข้องกับการชุมนุมหรือการแสดงออกทางการเมืองหรือไม่ หรือมีแรงจูงใจทางการเมืองเป็นมูลเหตุหรือไม่ ให้พนักงานอัยการสั่งให้พนักงานสอบสวนสอบสวนเพิ่มเติม หรือสอบถามข้อมูลจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนี้ ต้องคำนึงถึงสิทธิของผู้ถูกดำเนินคดี และไม่ก่อให้เกิดความล่าช้าโดยไม่จำเป็น

(7)จัดทำรายงานผลการดำเนินการ ให้สำนักงานอัยการที่มีคดีเข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติดังกล่าว รายงานผลการดำเนินการตามมาตรา 8 และมาตรา 9 ไปยังอธิบดีอัยการหรืออธิบดีอัยการภาค เพื่อรวบรวมส่งสำนักงานวิชาการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องต่อไป ย้ำไม่ใช่ทุกคดีการเมืองได้รับสิทธิอัตโนมัติ สาระสำคัญของหนังสือเวียนฉบับนี้ คือการกำหนดให้พนักงานอัยการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นรายคดี มิใช่การยุติคดีทั้งหมดโดยอัตโนมัติ

การพิจารณาต้องตรวจสอบทั้งช่วงเวลาที่กระทำความผิด ลักษณะการกระทำ มูลเหตุทางการเมือง และฐานความผิดที่เกี่ยวข้อง เพื่อวินิจฉัยว่าเข้าหลักเกณฑ์ตามพระราชบัญญัติหรือไม่

นอกจากนี้ หนังสือยังระบุถึงการดำเนินการตามมาตรา 9 ในกรณีที่เกี่ยวข้องกับการได้รับนิรโทษกรรมและการพ้นจากความรับผิด โดยให้ดำเนินการตามกระบวนการที่กฎหมายบัญญัติ

จับตาผลกระทบคดีชุมนุมการเมืองย้อนหลังการออกหนังสือเวียนครั้งนี้ถือเป็นความเคลื่อนไหวสำคัญของกระบวนการยุติธรรม เนื่องจากกฎหมายครอบคลุมเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในช่วงเวลากว่า 20 ปี ซึ่งอาจเกี่ยวข้องกับคดีจากความขัดแย้งทางการเมืองหลายช่วงเวลา

อย่างไรก็ตาม จำนวนคดีและจำนวนผู้ที่จะได้รับสิทธิตามกฎหมายยังไม่ปรากฏในหนังสือเวียนฉบับดังกล่าว โดยต้องรอผลการตรวจสอบและรายงานจากสำนักงานอัยการทั่วประเทศ

ประเด็นที่ต้องติดตามต่อจากนี้ คือจะมีคดีใดเข้าเกณฑ์ได้รับสิทธิ จำนวนเท่าใด และกระบวนการยุติคดีจะดำเนินไปได้รวดเร็วเพียงใด ภายใต้หลักเกณฑ์ที่กฎหมายกำหนด

ทั้งนี้ สำนักงานอัยการสูงสุดได้กำชับให้หน่วยงานในสังกัดถือปฏิบัติตามแนวทางดังกล่าว เพื่อให้การดำเนินการตามพระราชบัญญัติสร้างเสริมสังคมสันติสุข พ.ศ. 2569 เป็นไปอย่างถูกต้อง รวดเร็ว และ มีมาตรฐานเดียวกันทั่วประเทศ “หนังสือฉบับดังกล่าว ระบุ