โฆษก ทบ.ยันเดินหน้าคดีสามี”บุ๋ม ปนัดดา”รุกที่ดินรัฐ ยันพบเข้าใช้พื้นที่ไม่นาน

โฆษกกองทัพบก ยันเดินหน้าบังคับใช้กฎหมายกรณี “นายอธิป” สามีบุ๋ม ปนัดดา เข้าใช้ที่ดินรัฐในความดูแลของกองทัพบก พบเข้าพื้นที่มาไม่นาน ย้ำการดำเนินการกับผู้ที่เข้ามาใช้ประโยชน์ที่ดินรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต ต้องแยกเป็นรายกรณี เพราะมีพฤติกรรมแตกต่างกัน

วันนี้ (29 ต.ค.) เวลา 10.59 น. ที่กองบัญชาการกองทัพไทย (บก.ทท.) พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงความคืบหน้าการแจ้งความดำเนินคดีนายอธิป อนันทวรรณ สามีของบุ๋ม-ดร.ปนัดดา วงศ์ผู้ดี กรณีเข้าใช้ประโยชน์ที่ดินในความดูแลของกองทัพบก บริเวณตำบลศรีกะอาง อำเภอบ้านนา จังหวัดนครนายก เพื่อก่อสร้างรีสอร์ตและสนามวิ่งเทรลโดยไม่ได้รับอนุญาตว่า จากการสำรวจพบว่า เป็นการเข้าใช้พื้นที่มาไม่นาน เมื่อเทียบกับกรณีอื่นในบริเวณเดียวกัน ซึ่งบางพื้นที่มีการใช้ประโยชน์มาเป็นเวลานาน และมีลักษณะเข้ามาใช้พื้นที่แตกต่างกัน
พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า ส่วนข้อสงสัยเกี่ยวกับการออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดิน ต้องตรวจสอบประเภทที่ดินและหน่วยงานที่รับผิดชอบให้ชัดเจน เนื่องจากที่ดินของรัฐมีหลายประเภทและอยู่ในความดูแลของหน่วยงานต่างกัน ทั้งกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงการคลังโดยกรมธนารักษ์ แต่เอกสารที่ใช้แสดงสิทธิในการทำกินหรือใช้ประโยชน์ในพื้นที่เหล่านั้น ไม่ใช่เอกสารแสดงกรรมสิทธิ์ในที่ดิน เพราะกรรมสิทธิ์ยังคงเป็นของรัฐ

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า สำหรับพื้นที่ที่เป็นประเด็น กองทัพบกมีหน้าที่ดูแลและใช้ประโยชน์ตามที่ได้รับมอบหมาย รวมถึงดูแลทรัพย์สินของรัฐ หากพบการเข้าพื้นที่โดยไม่ได้รับอนุญาต ก็ต้องแจ้งความดำเนินคดีตามกฎหมายไปตามขั้นตอนอยู่แล้ว ขณะที่การตรวจสอบเอกสารที่เกี่ยวข้องต้องพิจารณาว่าเป็นที่ดินประเภทใดและอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยงานใด เพื่อให้สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริงได้อย่างถูกต้อง

พล.ต.วินธัย กล่าวย้ำว่า ปัญหาการลักลอบเข้ามาใช้ที่ดินรัฐ ไม่ได้เกิดขึ้นเฉพาะบริเวณนี้ แต่ยังมีพื้นที่อื่นที่อยู่ในความดูแลของกองทัพบกด้วย จึงต้องดำเนินการสำรวจและจัดทำข้อมูลอย่างเป็นระบบ เพื่อให้ทราบขอบเขตของปัญหาและสามารถวางแนวทางจัดการได้อย่างเหมาะสม ทั้งนี้ การแก้ไขปัญหาผู้เข้ามาใช้ที่ดินรัฐโดยไม่ได้รับอนุญาต ไม่จำเป็นต้องใช้มาตรการทางกฎหมายเพียงอย่างเดียว เนื่องจากมีผู้เข้าใช้พื้นที่เป็นจำนวนมาก และแต่ละกรณีมีรายละเอียดแตกต่างกัน บางกลุ่มอาจเข้าใช้พื้นที่เพื่อประกอบอาชีพหรือดำรงชีวิต ขณะที่บางกลุ่มอาจใช้พื้นที่เพื่อแสวงหาประโยชน์ในเชิงพาณิชย์หรือดำเนินธุรกิจ จึงต้องพิจารณาถึงลักษณะการใช้ประโยชน์และพฤติกรรมของแต่ละกลุ่มประกอบกัน

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า โดยบางกรณีหน่วยงานอาจเริ่มจากการแจ้งเตือนหรือพูดคุยทำความเข้าใจ ก่อนพิจารณามาตรการที่เหมาะสม ขึ้นอยู่กับรายละเอียดของแต่ละกรณีและดุลยพินิจของหน่วยงานที่รับผิดชอบพื้นที่ ย้ำว่าในส่วนของกองทัพบกให้ความสำคัญกับการประสานความร่วมมือกับผู้นำท้องถิ่น ทั้งกำนันและผู้ใหญ่บ้าน เนื่องจากเป็นผู้ที่มีความใกล้ชิดกับคนในพื้นที่และอาจมีข้อมูลข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการเข้าใช้ประโยชน์ที่ดิน ซึ่งจะช่วยให้การตรวจสอบและการพิจารณาแนวทางดำเนินการมีความชัดเจนมากขึ้น

พล.ต.วินธัย กล่าวอีกว่า กองทัพบกจะดำเนินการตามหน้าที่ในการดูแลพื้นที่ของรัฐ โดยพิจารณาข้อเท็จจริงและลักษณะการใช้ประโยชน์เป็นรายกรณี เพื่อให้การแก้ไขปัญหาสอดคล้องกับสภาพพื้นที่และพฤติการณ์ของผู้เข้าใช้ประโยชน์แต่ละราย