“พีระพันธุ์” ท้วงโซลาร์ภาคประชาชน 5 หมื่นล้าน ชี้กฎหมายยังเป็นอุปสรรค ชาวบ้านควักเพิ่มเกือบแสน ชูแนวทาง “ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี” ฉบับ รทสช. ปลดล็อกกฎหมาย หนุนอินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทย พร้อมมาตรการลดหย่อนภาษี-สินเชื่อไร้ดอก
วันที่ 29 ตุลาคม 2569 นายพีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงกรณีที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติโครงการโซลาร์ภาคประชาชน โดยระบุว่า ปัจจุบันประชาชนยังเผชิญอุปสรรคจากกฎหมายและขั้นตอนการขออนุญาตติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปกับหน่วยงานถึง 4 แห่ง ได้แก่ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) กรมพัฒนาพลังงานทดแทนและอนุรักษ์พลังงาน (พพ.) องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) การไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) หรือการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) ซึ่งทำให้เกิดความล่าช้ากว่า 7-8 เดือน
นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ขณะดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ได้ดำเนินการยื่นร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการใช้ไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (ร่าง พ.ร.บ.โซลาร์เสรี) เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการเข้าถึง เปลี่ยนจากการขออนุญาตเป็นการแจ้งเพื่อทราบเท่านั้น แต่กฎหมายดังกล่าวกลับถูกคณะกรรมการกฤษฎีกาไม่เห็นชอบทันที เมื่อเปลี่ยนรัฐบาล ทั้งที่ผ่านการอนุมัติจากคณะรัฐมนตรี (ครม.) ชุดก่อนหน้าและมีผลผูกพันในทางกฎหมาย
สำหรับเม็ดเงินที่รัฐบาลใช้ดำเนินการในวงเงิน 50,000 ล้านบาท ตั้งเป้า 1 ล้านครัวเรือนนั้น นายพีระพันธุ์ยังตั้งคำถามถึงความคุ้มค่าของโครงการ โดยมองว่า ระบบโซลาร์รูฟท็อปขนาด 5 กิโลวัตต์มีราคาติดตั้งในตลาดราว 140,000-150,000 บาท ทำให้ประชาชนยังต้องจ่ายส่วนต่างเพิ่มอีกประมาณ 90,000-100,000 บาท แม้ได้รับเงินอุดหนุนจากรัฐบาลแล้วก็ตาม อีกทั้งการขายไฟส่วนเกินกลับเข้าสู่ระบบนั้นเป็นเทคโนโลยีที่ต้องใช้การลงทุนสูง รัฐบาลจึงควรสนับสนุนแบตเตอรี่สำรองไฟฟ้าให้ประชาชนไว้ใช้ในช่วงกลางคืนหรือช่วงที่ไม่มีแสงอาทิตย์
นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ขณะดำรงตำแหน่ง รมว.พลังงาน เคยได้วางแนวทางของโครงการที่คุ้มค่ากว่าไว้แล้ว โดยเตรียมการผลิตอุปกรณ์ โดยเฉพาะอินเวอร์เตอร์ซึ่งเป็นอุปกรณ์สำคัญในการแปลงกระแสไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เซลล์ให้สามารถนำไปใช้งานในบ้านได้ ผ่านแนวคิดของ “ครูน้อย-ทวีชัย ไกรดวง” ผู้คิดค้นอินเวอร์เตอร์ฝีมือคนไทย ซึ่งประเมินราคาในขนาด 5 กิโลวัตต์จะอยู่ที่ประมาณ 80,000-90,000 บาทเท่านั้น ทำให้ส่วนต่างที่ประชาชนต้องจ่ายเพิ่มนั้นน้อยลงกว่าเท่าตัว โดยได้พัฒนาเครื่องต้นแบบและผ่านการรับรองมาตรฐานของสำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) เรียบร้อยแล้ว ซึ่งเท่ากับได้มาตรฐานเดียวกับเครื่องอุปกรณ์จากต่างประเทศ
นายพีระพันธุ์ย้ำว่า หากดำเนินการตามแนวทางที่กระทรวงพลังงานเคยวางไว้ จะยังมีมาตรการทางภาษีที่ผ่านการเห็นชอบจาก ครม. ได้แก่ ส่งเสริมการลงทุนและปรับเปลี่ยนเครื่องจักร อุปกรณ์ประสิทธิภาพสูง และวัสดุเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน และสามารถหักลดหย่อนภาษีได้ถึง 200,000 บาท สำหรับการติดตั้งโซลาร์รูฟท็อปในบ้านอยู่อาศัย
ทั้งนี้ นายพีระพันธุ์กล่าวว่า ข้อเสนอของตนมุ่งลดภาระค่าใช้จ่ายในการติดตั้ง ผ่านการลดต้นทุนอุปกรณ์ การแก้กฎหมาย และสนับสนุนสินเชื่อปลอดดอกเบี้ยผ่านกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน เพื่อสนับสนุนดอกเบี้ยสำหรับการผ่อนจ่ายค่าอุปกรณ์ โดยแนวทางดังกล่าวจะช่วยให้ประชาชนจ่ายเงินน้อยลง ลดภาระดอกเบี้ย และส่งเสริมการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศให้ประชาชนสามารถเข้าถึงพลังงานสะอาดได้มากขึ้น

