เมื่อเวลา 11.30 น. วันที่ 28 ต.ค. 69 ที่ อาคารประชาอารักษ์ กองบังคับการปราบปราม (บก.ป.) กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก.) นายสนธิญา สวัสดี นักกิจกรรมทางการเมือง เดินทางเข้ายื่นหนังสือร้อง พล.ต.ต.พัฒนศักดิ์ บุบผาสุวรรณ ผู้บังคับการปราบปราม (ผบก.ป.) เพื่อขอให้สืบสวนสอบสวนและดำเนินคดีกับกลุ่มบุคคลที่อยู่เบื้องหลังการสร้างและเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเท็จ ตัดต่อคลิปเอกสารเช็คธนาคารปลอม ระบุว่ามีเงินผ่านเช็คจำนวน 7 ล้านบาทเป็นค่าน้ำชาให้กับนายกรัฐมนตรี หวังทำลายเกียรติและศักดิ์ศรีของผู้นำประเทศ
นายสนธิญา เปิดเผยว่า สืบเนื่องจากเพจสื่อสารออนไลน์ชื่อ “เพจดาร์ก Goodd Dam” ได้โพสต์รูปเอกสารเช็คธนาคารกสิกรไทย จำนวน 1 ฉบับ พร้อมระบุข้อความชี้นำให้เข้าใจผิดว่า นายกรัฐมนตรีรับเงินค่าน้ำชาจำนวน 7 ล้านบาท ซึ่งต่อมาได้รับการยืนยันและพิสูจน์แล้วว่าเอกสารดังกล่าวเป็น “เอกสารเท็จ” และเพจดังกล่าวเป็นเพจปลอมที่กุเรื่องขึ้นมา โดยไม่มีมูลความจริงแม้แต่น้อย
การเดินทางมาร้องเรียนที่ ผบก.ป. ในครั้งนี้ ตนทำในฐานะประชาชนไทยตามบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ พ.ศ.2560 มาตรา 41 (1)(2) ประกอบมาตรา 50 เพื่อปกป้องเกียรติและศักดิ์ศรีของตำแหน่ง “นายกรัฐมนตรี” ซึ่งเป็นผู้นำสูงสุดของประเทศและเป็นตัวแทนคนไทย 70 ล้านคนในระดับสากล ไม่ได้เจาะจงระบุตัวบุคคลใดเป็นการเฉพาะ พร้อมยื่นข้อเรียกร้องให้ตำรวจกองปราบฯ ดำเนินการเร่งด่วน 4 ประเด็น คือ
1.จี้ดำเนินคดีเพจต้นทางและมือแชร์ เรียกร้องให้นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้เสียหายทางตำแหน่ง แจ้งความเอาผิดกับเพจต้นทางที่นำข้อมูลเท็จมาเผยแพร่ รวมถึงนักการเมืองและบุคคลที่ร่วมแชร์คลิปดังกล่าวทั้งหมด
2.เอาผิด สส. ขาดวุฒิภาวะ ขอให้ ผบก.ป. ตรวจสอบดำเนินคดีต่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) ทุกฝ่ายทุกพรรค ทั้งฝ่ายค้านและฝ่ายรัฐบาล (รวมถึง สส. พรรคประชาชน) หากพบว่ามีการนำคลิป/ข้อมูลอันเป็นเท็จไปแชร์ต่อในระบบคอมพิวเตอร์ เนื่องจาก สส. เป็นตัวแทนประชาชน ต้องมีวุฒิภาวะและความระมัดระวังในการไตร่ตรองข้อมูล
3.สอบเชื่อมโยงพรรคการเมือง ให้ตรวจสอบพรรคการเมือง ซึ่งเป็นอดีตต้นสังกัดของผู้สร้างคลิปเท็จดังกล่าว ว่ามีส่วนรู้เห็นหรือเชื่อมโยงกับการกระทำความผิดหรือไม่
4. ขยายผลเบื้องหลังทางการเมือง ให้สืบสวนเจตนาแอบแฝงทางการเมืองว่า การปล่อยข่าวปลอมใส่ร้ายครั้งนี้ มีความเชื่อมโยงหรือหวังผลกับการอภิปรายไม่ไว้วางใจที่กำลังจะเกิดขึ้นหรือไม่
นายสนธิญา กล่าวทิ้งท้ายว่า การกระทำดังกล่าวสร้างความเสียหายร้ายแรงต่อภาพลักษณ์ของประเทศ จึงขอให้กองบังคับการปราบปราม เร่งดำเนินคดีตามขั้นตอนของกฎหมายอย่างเด็ดขาด ทั้งตาม ประมวลกฎหมายอาญา และ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์) กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกรายต่อไป

