คอมมานโดรวบ “บัญชีม้า” แก๊งหลอกทวงเงินคืน! ร่วมหลอกเหยื่อซื้อมือถือไม่ได้ของ ซ้ำแอบอ้างเป็นตำรวจช่วยดึงเงินคืน สูญกว่า 8 ล้าน หนีหมายจับศาลเชียงใหม่ โดนดักรวบริมถนนกำแพงเพชร 6….
กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (CIB) โดย กก.4 บก.ปพ. ภายใต้การอำนวยการของ พล.ต.ท.ณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผบช.ก.,พล.ต.ต.อรุณ วชิรศรีสุกัญยา ผบก.ปพ. และพ.ต.อ.อภิชน ขันกา ผกก.4 บก.ปพ. ได้สั่งการให้เจ้าหน้าที่ชุดจับกุมนำโดย พ.ต.ท.ไพบูลย์ พิมพ์กำเนิด สว.กก.4 บก.ปพ. นำกำลังเข้าจับกุม นางสาวอุสุมาหรือมา อายุ 38 ปี ชาว จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งต้องหาว่ากระทำความผิดฐาน “เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานฉ้อโกงโดยการแสดงตนเป็นบุคคลอื่น, เป็นผู้สนับสนุนในการกระทำความผิดฐานโดยทุจริต หรือโดยหลอกลวง นำเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ซึ่งข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือน หรือปลอมไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน หรือข้อมูลคอมพิวเตอร์อันเป็นเท็จ โดยประการที่น่าจะเกิดความเสียหายแก่บุคคลใดบุคคลหนึ่ง และเปิด หรือยินยอมให้บุคคลอื่นใช้บัญชีเงินฝาก หรือบัญชีอิเล็กทรอนิกส์ของตนโดยไม่มีเจตนาใช้เพื่อตน โดยประการที่น่าจะรู้หรือควรรู้ว่าจะนำไปใช้ในการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยีฯ” ตามหมายจับศาลจังหวัดเชียงใหม่ ที่ จ.6647/2568 ลงวันที่ 26 พฤศจิกายน 2568
การจับกุมในครั้งนี้สืบเนื่องจาก ผู้เสียหายได้สั่งซื้อโทรศัพท์มือถือผ่านแอปพลิเคชันเฟซบุ๊ก แต่ไม่ได้รับสินค้า ต่อมาเมื่อประมาณวันที่ 17 มีนาคม 2568 มีผู้ใช้บัญชีไลน์ชื่อ “DR Security” ทักข้อความเข้ามา อ้างตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจฝ่ายระบบ ชื่อ “ร.ต.ท.เกริกพล ศุภเสรีภาพ” อ้างว่าสามารถตรวจสอบเส้นทางการเงินที่ผู้เสียหายถูกหลอกซื้อโทรศัพท์ได้ พร้อมส่งภาพการตรวจสอบเส้นทางการเงินมาให้ดู จนผู้เสียหายหลงเชื่อว่าเป็นตำรวจจริง
จากนั้นคนร้ายอ้างว่าสามารถดึงเงินที่ถูกหลอกไปกลับคืนมาได้ โดยส่งลิงก์เว็บไซต์ที่อ้างว่าเป็นแพลตฟอร์มของตลาดหลักทรัพย์ ซึ่งคนร้ายนำเงินของผู้เสียหายไปแปลงสภาพไว้ และให้เพิ่มเพื่อนบัญชีไลน์ชื่อ “เจนจิรา ผาสุข” ซึ่งอ้างว่าเป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายบัญชีผู้ทำเรื่องคืนเงิน ก่อนแสดงยอดเงินในบัญชีว่าผู้เสียหายมีเงินอยู่ 616,598.16 บาท เมื่อผู้เสียหายขอปิดพอร์ตเพื่อรับเงินคืน คนร้ายกลับอ้างว่าต้องโอนค่าดำเนินการต่าง ๆ ก่อน ผู้เสียหายหลงเชื่อโอนเงินไปถึง 64 ครั้ง
กระทั่งบุตรชายของผู้เสียหายพบว่ามีการทำธุรกรรมกับคนร้าย จึงสั่งให้หยุดโอนเงิน และทราบในภายหลังว่าถูกหลอกลวงไปรวมเป็นเงินทั้งสิ้น 8,163,191 บาท ผู้เสียหายจึงเข้าร้องทุกข์ต่อพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ จนศาลจังหวัดเชียงใหม่ออกหมายจับนางสาวอุสุมาฯ ในฐานะผู้สนับสนุนการกระทำความผิดและเปิดหรือยินยอมให้ผู้อื่นใช้บัญชีเงินฝากของตน ก่อนที่ผู้ต้องหาจะหลบหนีไป
พฤติการณ์ แก๊งมิจฉาชีพมักตามหาเหยื่อที่เคยถูกหลอกมาแล้ว เช่น ผู้ที่ซื้อสินค้าออนไลน์แล้วไม่ได้ของ จากนั้นแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานรัฐ เสนอตัวช่วยตามเงินคืน ส่งภาพเอกสารหรือเส้นทางการเงินปลอมให้ดูน่าเชื่อถือ แล้วชักจูงเข้าสู่แพลตฟอร์มลงทุนปลอมที่โชว์ยอดเงินในบัญชีสูง ๆ ก่อนเรียกเก็บค่าธรรมเนียม ค่าภาษี หรือค่าดำเนินการซ้ำแล้วซ้ำเล่าจนเหยื่อสูญเงินจำนวนมาก โดยเงินที่ได้จะถูกโอนผ่าน “บัญชีม้า” หลายทอด เพื่อปกปิดเส้นทางการเงินและยากต่อการติดตาม
พฤติการณ์ในการจับกุม กล่าวคือก่อนทำการจับกุมเจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้ทำการสืบสวนและได้รับแจ้งจากสายลับว่านางสาวอุสุมาหรือมา อายุ 38 ปี นั้นหลบหนีไปอยู่ที่จังหวัดนครศรีธรรมราช
ต่อมา ผู้ต้องหาหลบหนีมาเคลื่อนไหวอยู่ที่กรุงเทพมหานคร เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมได้เดินทางไปสืบสวนหาข่าวบริเวณดังกล่าว พบบุคคลมีตำหนิรูปพรรณคล้ายผู้ต้องหาตามหมายจับ จึงได้แสดงตัวเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจโดยการแสดงบัตรข้าราชการตำรวจเพื่อทำการตรวจสอบ สอบถามผู้ต้องหายอมรับว่าเป็นบุคคลตามหมายจับฉบับนี้จริงและไม่เคยถูกจับในคดีนี้มาก่อน ผู้ต้องหาดูอย่างละเอียดจนทราบและเข้าใจดีแล้ว เจ้าหน้าที่ตำรวจชุดจับกุมจึงแจ้งข้อกล่าวหาและสิทธิตามกฎหมายให้ผู้ต้องหา จากนั้นได้นำตัวผู้ต้องหามาบันทึกจับกุมที่ บก.ปพ. และนำตัวส่งพนักงานสอบสวน สภ.ภูพิงคราชนิเวศน์ เพื่อดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
จาการสอบปากคำผู้ต้องหาเบื้องต้นให้การว่า ตนชื่อเล่นว่ามา อายุ 38 ปี เป็นคนจังหวัดนครศรีธรรมราช ประกอบอาชีพรับจ้าง ยืนยันว่าตนไม่เคยเปิดบัญชีหรือให้บุคคลอื่นยืมบัญชีไปใช้ และไม่เคยเกี่ยวข้องกับแก๊งสแกมเมอร์หรือเว็บพนันออนไลน์แต่อย่างใด โดยอ้างว่าตนเก็บสมุดบัญชี รหัส และบัตรประชาชนไว้ภายในบ้าน ซึ่งเป็นบ้านหลังเล็กในสวนยางที่ตนอาศัยอยู่เพียงลำพัง และมักไปมาระหว่างบ้านของตนกับบ้านแฟน ทำให้บ้านมักไม่มีคนอยู่และบุคคลภายนอกสามารถเข้าออกได้ อีกทั้งบ้านเคยประสบเหตุน้ำท่วม เอกสารดังกล่าวจึงอาจสูญหายไป แต่ตนไม่ได้แจ้งความหรือลงบันทึกประจำวันไว้ จึงขอให้การปฏิเสธตลอดข้อกล่าวหา
จากการสืบสวนและซักถามคำให้การของผู้ต้องหา เจ้าหน้าที่ตำรวจยังไม่ปักใจเชื่อ เนื่องจากคำให้การของผู้ต้องหามีเหตุผลไม่สอดคล้องและไม่น่าเชื่อถือ โดยเฉพาะการอ้างว่าสมุดบัญชี รหัส และบัตรประชาชนอาจสูญหาย แต่กลับไม่เคยแจ้งความหรือลงบันทึกประจำวันไว้เป็นหลักฐาน
ทั้งนี้ขอเตือนภัยประชาชน ปัจจุบันมิจฉาชีพมักแอบอ้างเป็นเจ้าหน้าที่ตำรวจหรือหน่วยงานรัฐ ติดต่อผ่านไลน์หรือโซเชียลมีเดีย อ้างว่าช่วยตามเงินที่ถูกหลอกคืนได้ ขอให้ประชาชนจำไว้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจจะไม่ทักแชตเสนอช่วยดึงเงินคืน ไม่ส่งลิงก์ให้ลงทุน และไม่เรียกเก็บค่าดำเนินการ ค่าธรรมเนียม หรือค่าภาษีใด ๆ ก่อนคืนเงิน

