‘บุญรวี’ ลั่น “เอากะเพราพวกกูคืนมา” หวั่นทุนต่างชาติใช้นอมินีครอบครองพันธุ์พืชไทย

‘บุญรวี’ ลั่น “เอากะเพราพวกกูคืนมา” หวั่นทุนต่างชาติใช้นอมินีครอบครองพันธุ์พืชไทย จี้ตรวจสอบคำขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช 3,000 คำขอ กระทบเกษตรกร-ความมั่นคงทางอาหาร เรียกร้องแก้กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542

วันนี้ (28 ต.ค. 69) เวลา 10.00 น. ที่อาคารรัฐสภา นายบุญรวี ยมจินดา สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมใจไทย แถลงข่าวกรณีกะเพราไทย พร้อมนำต้นกะเพรามาแสดงต่อสื่อมวลชน โดยกล่าวเปิดประเด็นว่า “เอากะเพราพวกกูคืนมา” พร้อมระบุว่านี่คือหลักการสำคัญที่ต้องการสื่อสาร เพราะแม้หลายสื่อจะรายงานว่าเรื่องดังกล่าวน่าจะจบลงแล้ว และมีนักวิชาการหลายคนออกมาวิเคราะห์ว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประชาชน แต่ตนมองว่าเรื่องนี้ส่งผลกระทบแล้ว และหากปล่อยให้ดำเนินต่อไปอาจกลายเป็นปัญหาใหญ่ของประเทศไทย

นายบุญรวี กล่าวว่า จากข้อมูลที่ได้รับจากนักชีววิทยา มีการอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างกะเพราทั่วไปกับกะเพราที่ผ่านการปรับปรุงพันธุกรรม โดยระบุว่ากะเพราป่า กะเพราบ้าน และกะเพราภูเขา มีโครโมโซมที่เรียกว่า 2n ส่วนกะเพราที่ผ่านการปรับแต่งพันธุกรรมมีโครโมโซม 4n หากปลูกอยู่ใกล้กันอาจเกิดการติดกันได้ แต่ไม่สามารถเผยแพร่พันธุ์ต่อได้ตามข้อมูลที่ตนได้รับ ทั้งนี้ ประชาชนไม่ต้องกังวลว่าจะได้รับผลกระทบทางกฎหมายจากการปลูกกะเพราทั่วไป หรือนำมาบริโภคและจำหน่าย แต่สิ่งที่เป็นห่วงคือกะเพราป่าและกะเพราบ้านที่ประชาชนปลูกกันมาแต่เดิมอาจค่อย ๆ สูญหายไปในอนาคต เนื่องจากถูกกะเพราที่ผ่านการปรับปรุงพันธุกรรมเข้ามาแทนที่

นายบุญรวี กล่าวต่อว่า กะเพราที่ปลูกและจำหน่ายอยู่ในตลาดปัจจุบันมีราคาค่อนข้างสูง โดยยกตัวอย่างกะเพราของบริษัท ซีพีแรม จำกัด ซึ่งได้รับข้อมูลว่ามีการส่งจำหน่ายวันละประมาณ 1.5 ตัน หรือ 1,500 กิโลกรัม ทั้งที่เพิ่งเริ่มดำเนินการ พร้อมยกตัวอย่างกะเพราบรรจุ 40 กรัม ราคา 20 บาท โดยมองว่าหากแนวโน้มดังกล่าวขยายตัว อาจส่งผลให้ต้นทุนอาหารของประชาชนสูงขึ้นและกระทบต่อความมั่นคงทางอาหารของประเทศ

นายบุญรวีระบุว่า ประเด็นที่กังวลมากที่สุดคือการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชตามพระราชบัญญัติคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 ซึ่งใช้มานานถึง 27 ปีแล้ว แต่ยังไม่มีการแก้ไขกฎหมาย โดยเห็นว่ากฎหมายฉบับนี้ยังมีข้อบกพร่องหลายประการและจำเป็นต้องได้รับการปรับปรุงให้ทันต่อสถานการณ์ปัจจุบัน พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าในช่วงปี 2567-2568 มีการยื่นคำขอจดทะเบียนพันธุ์พืชประมาณ 3,000 คำขอ ซึ่งเป็นจำนวนมากผิดปกติ จึงต้องการให้ตรวจสอบว่ามีเหตุผลหรือเบื้องหลังอย่างไร โดยเฉพาะกรณีที่อาจมีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาดำเนินธุรกิจในประเทศไทยผ่านการจัดตั้งบริษัทและใช้บุคคลไทยเป็นตัวแทนหรือนอมินีเพื่อยื่นคำขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืช

นายบุญรวี กล่าวว่า จากข้อมูลที่ตนมี คำขอประมาณ 3,000 คำขอ แบ่งเป็นกลุ่มพืชไร่ 686 คำขอ ข้าวโพด 530 คำขอ และกลุ่มพืชผัก 484 คำขอ โดยมีพืชหลายชนิดที่ประชาชนบริโภคกันเป็นประจำ เช่น แตงกวา แตงร้าน พริกกะเหรี่ยง พริกจินดา และมะเขือเทศ ซึ่งถือเป็นพืชเศรษฐกิจสำคัญของประเทศ พร้อมแสดงความกังวลว่าหากพันธุ์พืชเหล่านี้ตกอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มทุนต่างชาติ อาจส่งผลกระทบต่อเกษตรกรและประชาชนในระยะยาว โดยเฉพาะหากมีการนำสิทธิในพันธุ์พืชไปใช้ในเชิงพาณิชย์จนทำให้ต้นทุนการผลิตและราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากนี้ ยังมีพืชเศรษฐกิจประเภทอื่น ๆ ที่นายบุญรวีเป็นห่วง ทั้งกล้วยไม้สกุลหวาย ไม้ดอกไม้ประดับ และไม้ยืนต้น เช่น ส้มเขียวหวานและทุเรียน ซึ่งควรตรวจสอบว่ามีการยื่นคำขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชอย่างไร และมีบุคคลหรือกลุ่มทุนใดอยู่เบื้องหลังหรือไม่

สำหรับกรณีกะเพราของบริษัท ซีพีแรม นายบุญรวีกล่าวว่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ได้สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบการขออนุญาตเกี่ยวกับพันธุ์กะเพราแล้ว โดยต้องตรวจสอบว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างถูกต้องตามหลักวิชาการและกฎหมายหรือไม่ ซึ่งรัฐมนตรีระบุว่าจะชี้แจงภายใน 7 วัน แต่จากข้อมูลข่าวที่ตนติดตามคาดว่าอาจมีการแถลงความคืบหน้าเร็วกว่ากำหนด

นายบุญรวี ย้ำว่า ประชาชนที่ซื้อกะเพรามาบริโภค ปลูกไว้รับประทานเอง หรือปลูกแล้วนำมาจำหน่ายไม่ต้องกังวลว่าจะมีความผิดตามกฎหมายจากการกระทำดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเฝ้าระวังคือผลกระทบในระยะยาว ซึ่งอาจทำให้กะเพราป่าและกะเพราบ้านที่เป็นพันธุ์ดั้งเดิมค่อยๆ สูญหายไปหากถูกแทนที่ด้วยกะเพราพันธุ์ใหม่ที่ผ่านการปรับปรุงพันธุกรรม

นายบุญรวี กล่าวว่า แม้การพัฒนาพันธุ์พืชเพื่อประโยชน์ทางธุรกิจจะไม่ใช่เรื่องผิด แต่สิ่งสำคัญคือการรักษาพันธุ์พืชดั้งเดิมของไทยเอาไว้ เพราะกะเพราและพืชผักพื้นบ้านถือเป็นทรัพยากรที่สืบทอดกันมาตั้งแต่บรรพบุรุษ เป็นทั้งมรดกทางวัฒนธรรมและมรดกทางการเกษตรของคนไทย พร้อมตั้งข้อสังเกตว่าการใช้ชื่อสามัญว่า ‘กะเพรา’ ในทางการค้าอาจไม่เหมาะสมหากเป็นพันธุ์ที่ผ่านการพัฒนาขึ้นมาใหม่ โดยเสนอว่าควรใช้ชื่อเฉพาะของพันธุ์ เช่น ‘แก้วจุรี 01’ และระบุรายละเอียดคุณสมบัติของพันธุ์ให้ชัดเจนเพื่อไม่ให้เกิดความสับสนกับกะเพราพันธุ์ดั้งเดิม ทั้งนี้เป็นความเห็นส่วนตัวที่ต้องการให้มีการพิจารณาอย่างเหมาะสม

นายบุญรวี กล่าวอีกว่า ปัจจุบันกะเพราบ้านที่ประชาชนปลูกไว้ตามครัวเรือนเริ่มมีจำนวนลดลง เนื่องจากผู้บริโภคและผู้ปลูกบางส่วนหันไปใช้เมล็ดพันธุ์จากบริษัทที่มีจำหน่ายในตลาด ซึ่งอาจทำให้กะเพราพันธุ์ดั้งเดิมค่อย ๆ หายไป โดยมองว่าเรื่องนี้ไม่ใช่เพียงปัญหาของกะเพราเท่านั้น แต่ยังรวมถึงพืชผักและผลไม้ไทยอีกหลายชนิดที่ควรได้รับการดูแลรักษา

นายบุญรวีจึงเรียกร้องให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์สั่งการให้กรมวิชาการเกษตรตรวจสอบคำขอจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชทั้งหมดประมาณ 3,000 คำขอ โดยเฉพาะคำขอจากบริษัทที่มีนักลงทุนต่างชาติเข้ามาประกอบธุรกิจในประเทศไทย เพื่อให้ตรวจสอบย้อนหลังว่ามีบริษัทใดบ้างที่ยื่นคำขอ มีการดำเนินการถูกต้องตามกฎหมายหรือไม่ และมีการใช้บุคคลไทยเป็นนอมินีเพื่อดำเนินการแทนกลุ่มทุนต่างชาติหรือไม่

นายบุญรวี กล่าวว่า หากปล่อยให้มีการจดทะเบียนคุ้มครองพันธุ์พืชโดยไม่มีการตรวจสอบอย่างรอบคอบ ประเทศไทยอาจสูญเสียความสามารถในการรักษาและใช้ประโยชน์จากทรัพยากรพันธุ์พืชของตนเอง ซึ่งอาจกระทบต่อเอกราชทางเศรษฐกิจและความมั่นคงทางอาหาร รวมถึงทำให้ราคาอาหารของประชาชนสูงขึ้นในอนาคต พร้อมกล่าวทิ้งท้ายว่า กฎหมายคุ้มครองพันธุ์พืช พ.ศ. 2542 เป็นกฎหมายที่ใช้มานานกว่า 20 ปี จึงควรได้รับการแก้ไขให้เหมาะสมกับสถานการณ์ปัจจุบัน โดยตนพร้อมสนับสนุนการปรับปรุงกฎหมายในฐานะสมาชิกรัฐสภา เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดการใช้ตัวแทนหรือนอมินีของกลุ่มทุนเข้ามาถือครองหรือแสวงหาผลประโยชน์จากพันธุ์พืชทางการเกษตรของไทย จนนำไปสู่การสูญเสียทรัพยากรและผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว