ภาคประชาชนยื่นหนังสือถึงหัวหน้าพรรคประชาชน ค้านแก้กฎหมาย 4 ฉบับ ห่วงตัดแหล่งเงินกระทบความต่อเนื่อง–ความเป็นอิสระ เสนอใช้กลไกสภาศึกษาผลกระทบรอบด้าน


วันที่ 28 ตุลาคม 2569 ที่อาคารรัฐสภา ขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) และภาคีเครือข่ายภาคประชาชน อาทิ เครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) เครือข่ายสลัม 4 ภาค และขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) เข้ายื่นหนังสือต่อ ณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร และหัวหน้าพรรคประชาชน เพื่อหารือและแสดงจุดยืนต่อกรณีการเสนอแก้ไขกฎหมาย 4 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับกลไกสาธารณะและสิทธิสวัสดิการของประชาชน ได้แก่ พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ และ พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย
.
ภาคประชาชนแสดงความห่วงกังวลต่อการเสนอแก้ไขกฎหมายทั้ง 4 ฉบับของรัฐบาล ซึ่งมีสาระสำคัญร่วมกันคือ การยกเลิกการจัดเก็บเงินบำรุงจากภาษีสุราและยาสูบ แล้วเปลี่ยนไปใช้การจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปีแทน โดยเห็นว่าแนวทางดังกล่าวอาจส่งผลกระทบต่อความต่อเนื่องในการดำเนินงาน การวางแผนระยะยาว และความเป็นอิสระของกลไกสาธารณะ ตลอดจนหลักประกันด้านการสร้างเสริมสุขภาพและสิทธิสวัสดิการของประชาชน
.
หนังสือดังกล่าวระบุว่า ผลการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนต่อร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับ ซึ่งสิ้นสุดเมื่อวันที่ 14 ตุลาคม 2569 พบว่า ประชาชนส่วนใหญ่ไม่เห็นด้วยกับการแก้ไขกฎหมาย โดยมีรายละเอียดดังนี้
.

  1. ร่าง พ.ร.บ.กองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 85,734 คน เห็นด้วยร้อยละ 9.33 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 89.47
    .
  2. ร่าง พ.ร.บ.องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 124,593 คน เห็นด้วยร้อยละ 27.18 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 72.42
    .
  3. ร่าง พ.ร.บ.ผู้สูงอายุ มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 17,339 คน เห็นด้วยร้อยละ 26.65 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 73.12
    .
  4. ร่าง พ.ร.บ.การกีฬาแห่งประเทศไทย มีผู้ร่วมแสดงความคิดเห็น 15,552 คน เห็นด้วยร้อยละ 31.84 และไม่เห็นด้วยร้อยละ 67.88
    .
    ขสช. ระบุว่า เลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรได้จัดทำผลการรับฟังความคิดเห็นเสนอต่อนายกรัฐมนตรีแล้ว พร้อมเห็นว่าการพิจารณาร่างกฎหมายควรให้ความสำคัญกับเสียงของประชาชน ตลอดจนผลกระทบต่อหลักประกันด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สิทธิสวัสดิการ และความเป็นอิสระของกลไกสาธารณะ
    .
    ภาคประชาชนมีความกังวลว่า การเปลี่ยนจากแหล่งเงินเฉพาะไปเป็นการจัดสรรงบประมาณรายจ่ายประจำปี อาจทำให้การดำเนินงานของกองทุนต้องเผชิญกับความไม่แน่นอนด้านงบประมาณในแต่ละปี ส่งผลต่อการวางแผนงานระยะยาวและความต่อเนื่องของโครงการที่ทำงานร่วมกับประชาชนและภาคประชาสังคม
    .
    โดยเฉพาะกลไกที่ทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การป้องกันปัญหาจากสุราและยาสูบ การดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจนการสนับสนุนสื่อสาธารณะและการกีฬา ซึ่งล้วนมีบทบาทต่อคุณภาพชีวิตของประชาชนและจำเป็นต้องอาศัยการทำงานอย่างต่อเนื่อง
    .
    ภาคประชาชนจึงเห็นว่า การพิจารณาแก้ไขกฎหมายควรประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน และต้องมีคำตอบที่ชัดเจนว่าหากเปลี่ยนแหล่งเงินแล้ว จะมีหลักประกันอย่างไรให้กลไกเหล่านี้สามารถดำเนินงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นอิสระเช่นเดิม
    .
    ณัฐพงษ์กล่าวภายหลังรับฟังข้อเสนอของภาคประชาชนว่า ประเด็นสำคัญคือการพิจารณาว่าปัญหาที่เกิดขึ้นกับกองทุนทั้ง 4 แห่งอยู่ตรงไหน และควรแก้ไขด้วยวิธีการใดจึงจะเกิดประโยชน์สูงสุดต่อประชาชน โดยไม่ทำให้หลักประกันด้านงบประมาณและความเป็นอิสระในการดำเนินงานต้องลดลง
    .
    ณัฐพงษ์เห็นว่า การเปลี่ยนแหล่งที่มาของงบประมาณจากเงินเฉพาะไปเป็นงบประมาณรายจ่ายประจำปี ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ไขปัญหาการบริหารจัดการได้โดยอัตโนมัติ หากปัญหาอยู่ที่ระบบบริหารจัดการ ความโปร่งใส หรือประสิทธิภาพการใช้จ่าย ก็ควรพิจารณาแก้ไขปัญหาเหล่านั้นโดยตรง แทนการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างแหล่งเงินซึ่งอาจสร้างผลกระทบต่อการทำงานในระยะยาว
    .
    ทั้งนี้ การปรับปรุงกฎระเบียบ กลไกตรวจสอบ และระบบบริหารจัดการ อาจเป็นทางเลือกที่ควรศึกษาอย่างจริงจังก่อนตัดสินใจแก้ไข พ.ร.บ. โดยต้องพิจารณาทั้งประโยชน์ที่ประชาชนได้รับ ความต่อเนื่องในการทำงาน และความสามารถในการตรวจสอบการใช้จ่ายเงินของแต่ละกองทุน
    .
    ในการหารือร่วมกับภาคประชาชนวันนี้ ณัฐพงษ์เสนอให้พรรคประชาชนและภาคประชาชนจัดตั้งคณะทำงานร่วมกัน เพื่อรวบรวมข้อมูลและพิจารณาประเด็นที่ควรผลักดันผ่านกลไกของรัฐสภา โดยเห็นว่าหากต้องการเวลาและข้อมูลประกอบการพิจารณาที่รอบคอบขึ้น สามารถใช้กลไกกรรมาธิการวิสามัญศึกษาประเด็นดังกล่าว เพื่อเปิดพื้นที่ให้ทุกฝ่ายร่วมตรวจสอบและเสนอแนวทางแก้ไขได้
    .
    ณัฐพงษ์ระบุว่า หากพบว่าปัญหาที่เกิดขึ้นสามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับปรุงกฎระเบียบหรือระบบบริหารจัดการ ก็ไม่จำเป็นต้องเร่งแก้ไขกฎหมายในระดับ พ.ร.บ. แต่หากมีประเด็นที่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายจริง ก็ควรดำเนินการบนพื้นฐานของข้อมูลและข้อสรุปที่ชัดเจน โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อประชาชนเป็นสำคัญ
    .
    ด้านตัวแทนภาคประชาชนเห็นด้วยกับการใช้กลไกกรรมาธิการเพื่อศึกษาผลกระทบอย่างรอบด้าน พร้อมแสดงความพร้อมที่จะทำงานร่วมกับพรรคประชาชนในการจัดทำข้อเสนอและรวบรวมข้อมูลประกอบการพิจารณา เพื่อให้การตัดสินใจเกี่ยวกับกฎหมายทั้ง 4 ฉบับตั้งอยู่บนข้อมูล หลักฐาน และการมีส่วนร่วมของประชาชน
    .
    การเข้ายื่นหนังสือครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อให้พรรคประชาชน ในฐานะพรรคฝ่ายค้าน ติดตามการพิจารณาร่างกฎหมายทั้ง 4 ฉบับอย่างใกล้ชิด และร่วมกันหาแนวทางคุ้มครองหลักประกันด้านการสร้างเสริมสุขภาพ สิทธิสวัสดิการ และความเป็นอิสระของกลไกสาธารณะ โดยไม่ให้การเปลี่ยนแปลงแหล่งงบประมาณกลายเป็นปัจจัยที่ทำให้การทำงานเพื่อประโยชน์ของประชาชนขาดความต่อเนื่อง
    .
    สำหรับภาคีเครือข่ายที่เข้าร่วม ประกอบด้วย เครือข่ายรัฐสวัสดิการเพื่อความเท่าเทียมและเป็นธรรม (We Fair) เครือข่ายองค์กรงดเหล้า เครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ มูลนิธิเด็ก เยาวชน และครอบครัว มูลนิธิเพื่อการพัฒนาเด็ก เครือข่ายสลัม 4 ภาค ขบวนการประชาชนเพื่อสังคมที่เป็นธรรม (P-Move) มูลนิธิรณรงค์หยุดพนัน สมาคมเพศวิถีศึกษา และขบวนการสร้างเสริมสุขภาพประชาชน (ขสช.) เป็นต้น