“เรืองไกร” ร้อง ป.ป.ช. สอบรักชนก ปมแชร์สลิป 7 ล้าน จี้เช็กจริยธรรมร้ายแรง

“เรืองไกร’ ส่งหนังสือถึง ป.ป.ช. ขอให้เร่งตรวจสอบ ‘รักชนก’ ปมแชร์สลิปปลอม 7 ล้าน กล่าวหา ‘อนุทิน’ ชี้อาจเข้าข่ายผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ และฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมอย่างร้ายแรง ระบุเลขบัญชีในสลิปไม่ตรงกับบัญชีทรัพย์สินที่นายกฯ ยื่นต่อ ป.ป.ช. จี้ขยายผลสอบ สส.รายอื่นที่แชร์ข้อมูลลักษณะเดียวกัน

27 ตุลาคม 2569 – นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) เปิดเผยว่า วันนี้ได้ส่งหนังสือถึงคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ขอให้เร่งตรวจสอบ น.ส.รักชนก ศรีนอก สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) พรรคประชาชน ว่ามีพฤติการณ์ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 วรรคหนึ่ง (1) ประกอบกฎหมายที่เกี่ยวข้องหรือไม่ จากกรณีแชร์ภาพสลิปโอนเงิน 7 ล้านบาท ที่กล่าวหานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมาพบว่าเป็นข้อมูลปลอม

นายเรืองไกรกล่าวว่า ข้อเท็จจริงเกี่ยวกับกรณีดังกล่าวปรากฏเป็นข่าวโดยทั่วไปแล้ว และถือเป็นความปรากฏต่อ ป.ป.ช.ด้วย จึงส่งคำร้องพร้อมข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อขอให้ดำเนินการตรวจสอบ โดยมีสาระสำคัญ 7 ข้อ ดังนี้

ข้อ 1 น.ส.รักชนกเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ชุดที่ 27 จึงเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 4 ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจการตรวจสอบของ ป.ป.ช. ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 234 และมาตรา 235

ข้อ 2 ข้อเท็จจริงปรากฏตามสื่อต่าง ๆ ว่า ประมาณวันที่ 26 ตุลาคม 2569 น.ส.รักชนกได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊กส่วนตัวว่า “อยู่ๆ ก็มีเรื่องราวให้นอนไม่หลับ” พร้อมแนบข้อความและภาพจากเพจ Godd Dam ที่กล่าวหานายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ซึ่งต่อมามีการยอมรับว่าข้อความและภาพดังกล่าวเข้าข่ายเป็นการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบคอมพิวเตอร์ที่บิดเบือนหรือปลอม ไม่ว่าทั้งหมดหรือบางส่วน

ข้อ 3 การกระทำของ น.ส.รักชนกดังกล่าว อาจเข้าข่ายความผิดตามพระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (5) และอาจเข้าข่ายฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรม ข้อ 15 และข้อ 17 ประกอบข้อ 27 วรรคสอง ซึ่งอยู่ในหน้าที่และอำนาจการตรวจสอบของ ป.ป.ช.

ข้อ 4 พระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 48 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อความปรากฏต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ไม่ว่าจะมีการกล่าวหาหรือไม่ ว่ามีการกระทำความผิดที่อยู่ในหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการ ป.ป.ช. ให้ดำเนินการตามหน้าที่และอำนาจโดยพลัน โดยในกรณีที่จำเป็นต้องมีการไต่สวน ต้องไต่สวนและมีความเห็นหรือวินิจฉัยให้แล้วเสร็จภายในกำหนดเวลาที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนด ซึ่งต้องไม่เกินสองปีนับแต่วันเริ่มดำเนินการไต่สวน

ขณะที่มาตรา 87 วรรคหนึ่ง บัญญัติว่า เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ไต่สวนและมีความเห็นว่า ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ หรือผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ให้คณะกรรมการ ป.ป.ช.เสนอเรื่องต่อศาลฎีกาเพื่อวินิจฉัย

ข้อ 5 กรณีตามคำร้องนี้เป็นความปรากฏที่ ป.ป.ช.ควรทราบอยู่แล้ว จึงได้แนบสำเนาข่าวที่เป็นพยานหลักฐานบางส่วน เพื่อให้ ป.ป.ช.ดำเนินการตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 235 (1) และกฎหมายที่เกี่ยวข้องต่อไป

ข้อ 6 เมื่อย้อนกลับไปตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของนายอนุทิน ชาญวีรกูล ที่ตนเคยเก็บไว้ โดยนำเลขบัญชีธนาคารที่ถูกกล่าวอ้างในภาพสลิปมาตรวจสอบเปรียบเทียบกับบัญชีทรัพย์สินที่นายอนุทินยื่นต่อ ป.ป.ช.ในแต่ละครั้ง พบว่าไม่ตรงกับเลขบัญชีธนาคารที่แจ้งไว้แต่อย่างใด

นายเรืองไกรเห็นว่า ข้อมูลดังกล่าวอยู่ในวิสัยที่ น.ส.รักชนกสามารถตรวจสอบได้เช่นกัน จึงควรทราบข้อเท็จจริงก่อนเผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลที่อาจเข้าข่ายความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ พ.ศ. 2550 มาตรา 14 (1) และ (5)

ข้อ 7 ขอให้ ป.ป.ช.ขยายผลตรวจสอบสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรรายอื่นที่ปรากฏว่ามีการกระทำในลักษณะเดียวกันกับ น.ส.รักชนกด้วย

นายเรืองไกรระบุว่า การยื่นหนังสือครั้งนี้เป็นการขอให้ ป.ป.ช.ใช้อำนาจตามกฎหมายตรวจสอบข้อเท็จจริงและพิจารณาว่า พฤติการณ์ของ น.ส.รักชนก รวมถึง สส.รายอื่นที่เผยแพร่ข้อมูลดังกล่าว เข้าข่ายฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหรือไม่.