ตร.ร่วมกับกรมการปกครอง เปิดปฏิบัติการเฟส 3 “ตัดบทพ่อไทยทิพย์” จับกุม 24 ผู้ต้องหา เร่งทลายขบวนการต่อเนื่อง หลังพบลูกทิพย์อายุ 27 ปี สะท้อนมีขบวนการทำผิดมายาวนาน

วันนี้ (27 ตุลาคม 2569) เวลา 14.30 น. สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับกรมการปกครอง แถลงผลปฏิบัติการ “ตัดบทพ่อไทยทิพย์” ยุทธการทลายเครือข่ายพ่อทิพย์ เฟส 3 เพื่อกวาดล้างขบวนการอาชญากรรมข้ามชาติ ตามนโยบายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ซึ่งเป็นปฏิบัติการร่วมระหว่างสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมการปกครอง นำโดย พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.), นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง, พล.ต.อ.ธัชชัย ปิตะนีละบุตร รอง ผบ.ตร.

โดยการแถลงวันนี้มี นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย, พล.ต.อ.สำราญ นวลมา ผบ.ตร., นายรัฐวิช จิตสุจริตวงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง, พ.ต.ท.สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท., นายกมลสิษฐ์ วงษ์บุตรน้อย รองเลขาธิการ ปปง., นายอาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, นายอังศุเกติ์ วิสุทธิ์วัฒนศักดิ์ ผู้อำนวยการกองกิจการอำนวยความยุติธรรม DSI, พล.ต.อ.อดิศร์ งามจิตสุขศรี ที่ปรึกษาผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร, นางเธียรทอง ประสานพินิช รองอธิบดีกรมกิจการเด็กและเยาวชน, นายอาคม ประดิษฐสุวรรณ รองอธิบดีกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ, พล.ต.ท.นพศิลป์ พูลสวัสดิ์ ผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง, พล.ต.ท.สยาม บุญสม ผู้บัญชาการ ตำรวจนครบาล, พล.ต.ต.ศิริวัฒน์ ดีพอ โฆษกสำนักงานตำรวจแห่งชาติ, พล.ต.ต.ธีระชัย ชำนาญหมอ รองผู้บัญชาการสำนักงานพิสูจน์หลักฐานตำรวจ, พล.ต.ต.ศักดิ์สิทธิ์ มีสวัสดิ์ ผู้บังคับการตำรวจนครบาล 8 และผู้เกี่ยวข้อง ร่วมแถลงข่าว ณ กองกำกับการสืบสวน กองบังคับการตำรวจนครบาล 8

การเปิดปฏิบัติการ “ตัดบทพ่อไทยทิพย์” ครั้งนี้ มีที่มาจากการที่สำนักงานตำรวจแห่งชาติ และคณะทำงานเฉพาะกิจ ต่อต้านภัยความมั่นคงทางทะเบียน กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย (DOPA N.I.C.E.) ได้ทำการสืบสวนทราบว่ามีการกระทำทุจริตทางทะเบียนและบัตรประจำตัวประชาชน กรณีแจ้งเกิดโดยบิดาคนไทยกับมารดาคนต่างด้าว เพื่อให้บุตรที่เกิดมาได้สัญชาติไทย โดยอาศัยการรับรองการแจ้งเกิดเท็จผ่านเจ้าหน้าที่โรงพยาบาลเอกชน และปรากฎว่ามีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องในการดำเนินการทางทะเบียน ในเบื้องต้นตรวจพบว่ามีกุมารทิพย์ต้องสงสัย 1,483 คน เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาลจำนวน 8 แห่ง

โดย เฟส 1 ที่โรงพยาบาลเอกชน 1 แห่ง ตรวจพบกุมารทิพย์จำนวน 3 ราย มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย พ่อชาวจีน 2 ราย พ่อไทยทิพย์ 3 ราย โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 6 ราย
เฟส 2 โรงพยาบาลเอกชน 2 แห่ง ตรวจพบกุมารทิพย์จำนวน 22 ราย มีการดำเนินคดีกับเจ้าหน้าที่รัฐ 1 ราย เจ้าหน้าทีโรงพยาบาล 1 ราย แม่ชาวจีน 18 ราย พ่อไทยทิพย์ 20 ราย พ่อชาวจีน 8 ราย โดยจับกุมผู้ต้องหาได้ 36 ราย

ซึ่งพบว่า น.ส.ศิริพรฯ นายทะเบียนผู้รับแจ้งเกิดประจำสำนักงานเขตธนบุรี เป็นผู้ดำเนินการจดแจ้งทางทะเบียน โดยมี น.ส.สุนีย์ฯ เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล เป็นผู้แจ้งการเกิด ในห้วงตั้งแต่ปี 2561-2568 ซึ่งถูกออกหมายจับและจับกุมได้ในเฟส 2

โดยในครั้งนี้เป็นเฟสที่ 3 มีหลักฐานยืนยันเด็กที่ต้องทำการเพิกถอนสัญชาติ จำนวน 24 ราย เกี่ยวข้องกับโรงพยาบาล 8 แห่ง ฝ่ายสืบสวนจึงได้ดำเนินการเก็บ DNA เด็กทั้ง 24 ราย เพื่อนำมาเปรียบเทียบกับทั้งกลุ่มบิดาไทยทิพย์ มารดาของเด็ก และบิดาที่คาดว่าเป็นบิดาที่แท้จริง ซึ่งผลการตรวจสอบพบว่ากลุ่มบิดาไทยทิพย์ไม่มี ความสัมพันธ์พ่อ-ลูก กับกลุ่มเด็กทั้งหมด ต่อมาพนักงานสอบสวนจึงได้ยื่นขอหมายจับผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 46 หมาย แบ่งเป็น 6 กลุ่ม ดังนี้

  1. เจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 1 ราย 3 หมายจับ ในข้อหา ปฏิบัติ/ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และรับรองเอกสารเท็จ (ในฐานะเจ้าพนักงานผู้กระทำเอง)
  2. เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล จำนวน 1 ราย 3 หมายจับ ในข้อหา สนับสนุน ปฏิบัติ/ละเว้นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และรับรองเอกสารเท็จ (ในฐานะเจ้าพนักงานผู้กระทำเอง)
  3. กลุ่มมารดาคนต่างด้าว จำนวน 16 ราย 16 หมายจับ
  4. กลุ่มบิดาคนไทยทิพย์ จำนวน 20 ราย 12 หมายจับ
  5. กลุ่มบิดาที่แท้จริงของเด็ก (ต่างด้าว) จำนวน 6 ราย 9 หมายจับ
  6. กลุ่มกุมารทิพย์ จำนวน 24 ราย 3 หมายจับ
    ในกลุ่มที่ 3-6 ถูกดำเนินคดีในข้อหา ความผิดตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎรฯ มาตรา 50 และ พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชน มาตรา 14 (1)

ปฏิบัติการในครั้งนี้ สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับจำนวน 31 หมาย ผู้ต้องหา 24 คน แบ่งเป็น พ่อไทยทิพย์ จำนวน 10 คน 12 หมายจับ, พ่อชาวจีน จำนวน 2 คน 3 หมายจับ, แม่ชาวจีน จำนวน 7 คน, เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 คน, เจ้าหน้าที่รัฐ 1 คน และกุมารทิพย์ 3 คน โดยล่าสุด วันนี้ เวลาประมาณ 10.30 น. เจ้าหน้าที่ได้เปิดปฏิบัติการนำหมายค้นเข้าไปตรวจค้นบ้านพักจำนวน 2 หลัง ในหมู่บ้านพื้นที่ อ.เมือง จ.สมุทรปราการ มีเคสที่น่าสนใจดังนี้

เคสที่ 1 นายทวีศักดิ์ฯ อายุ 27 ปี ซึ่งมีบิดามารดาตามสูติบัตรคือ นายวันชัยฯ สัญชาติไทย และ นางวุ้นหลีฯ สัญชาติจีน จากการตรวจสอบทาง DNA พบว่าพ่อที่แท้จริงของ นายทวีศักดิ์ฯ คือ Mr.Chenฯ ซึ่งนายทวีศักดิ์ฯ จบการศึกษาครุศาสตร์อุตสาหกรรมบัณฑิต สาขาวิศวกรรมอุตสาหการ จากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ปัจจุบันทำงานอยู่ที่บริษัทแห่งหนึ่งในจังหวัดสมุทรปราการ มีรายได้ประมาณ 30,000 บาทต่อเดือน

ต่อมาเจ้าหน้าที่ได้จับกุมนายทวีศักดิ์ฯ ได้ที่บ้านพักในพื้นที่แขวงท่าข้าม เขตบางขุนเทียน กรุงเทพมหานคร โดยพบ Mr.Chen และ นางวุ้นหลีฯ อยู่ด้วยในลักษณะเป็นครอบครัว ซึ่งเจ้าหน้าที่ยังไม่สามารถดำเนินคดี ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎรฯ กับ Mr.Chen และ นางวุ้นหลีฯ ได้ เนื่องจากขาดอายุความ และไม่สามารถดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนได้ เนื่องจากพ่อแม่ไม่ได้เป็นผู้รับรอง

เคสที่ 2-3 นายสุทธิภัทรฯ และ นายสุทธินัยฯ อายุ 23 ปี เป็นพี่น้องฝาแฝด ซึ่งพ่อแม่ตามสูติบัตรคือ นายโกมนต์ฯ สัญชาติไทย และ นางหรรษมนฯ หรือ ซูเจียนฯ สัญชาติจีน จากการตรวจสอบทาง DNA พบว่า นายโกมนต์ฯ ไม่ได้เป็นพ่อที่แท้จริงของทั้งสองคน โดยปัจจุบัน นายโกมนต์ฯ ถูกจับกุมและจำคุกอยู่ที่ทัณฑสถานบำบัดพิเศษกลางกรุงเทพฯ ในข้อหา “จำหน่ายยาเสพติดให้โทษประเภท 1” ซึ่งกำหนดพ้นโทษในวันที่ 27 สิงหาคม 2580

สำหรับนายสุทธิภัทรฯ กำลังศึกษาระดับปริญญาตรี คณะแพทยศาสตร์ ชั้นปีที่ 5 ของมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง โดยถูกจับกุมได้ในพื้นที่ อ.ศรีราชา จ.ชลบุรี ส่วนนายสุทธินัยฯ จบการศึกษาจากมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในฮ่องกง ปัจจุบันทำงานเป็นโปรแกรมเมอร์ รายได้ประมาณ 50,000 บาทต่อเดือน โดยถูกจับกุมที่คอนโดแห่งหนึ่งในพื้นที่แขวงคลองต้นไทร เขตคลองสาน กรุงเทพมหานคร โดยทั้งสองคนให้การปฎิเสธ และตั้งทนายความเข้าต่อสู้คดี

ส่วน นางหรรษมนฯ เดิมชื่อ ซูเจียน เคยจดทะเบียนสมรสกับ นายเซ้า หมิน เหว่ย สัญชาติจีน เมื่อปี 2544 จากนั้นได้มีการจดทะเบียนสมรสกับนายโกมนต์ฯ เมื่อปี 2545 ต่อมาได้มีการจดทะเบียนสมรสกับ นายนรัตนนทน์ฯ เมื่อปี 2555 ซึ่งนางหรรษมนฯ ถูกจับกุมในความผิดตาม พ.ร.บ.บัตรประจำตัวประชาชนฯ เนื่องจากเป็นผู้รับรองในการทำบัตรประชาชนของบุตรทั้งสอง

เคสที่ 4 เป็นเด็กชาย 2 คน อายุ 7 ปี และ 3 ปี โดยเด็กชายอายุ 7 ปี พบว่ามีพ่อแม่ตามสูติบัตรคือ นายสมเกียรติฯ สัญชาติไทย และ นางเยี่ยนฟังฯ สัญชาติจีน จากการตรวจสอบทาง DNA พบว่าพ่อที่แท้จริงของคือ นายจางฯ สัญชาติจีน จากการตรวจสอบพบว่า นายสมเกียรติฯ ประกอบอาชีพขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้าง ให้การรับสารภาพว่าได้ค่าจ้างในการจดทะเบียนสมรส 5,000 บาท ซึ่งถูกจับกุมตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎรฯ

ส่วนเด็กชาย อายุ 3 ปี พ่อแม่ตามสูติบัตรคือ นายหยิงเป่าฯ และ นางเยี่ยนฟังฯ จากการตรวจสอบทาง DNA พบว่าพ่อที่แท้จริงของเด็กชายดังกล่าวคือ นายจางฯ

จากการตรวจสอบพบว่า นายหยิงเป่าฯ เป็นเจ้าของธุรกิจโรงงานผลิตเครื่องจักรและบริษัทอื่นๆ อีกรวม 10 บริษัท ซึ่งอยู่ระหว่างการสืบสวนขยายผลว่าเป็นบริษัทนอมินีหรือไม่ โดยนายหยิงเป่าฯ ถูกจับกุมตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎร ส่วน นายจางฯ ซึ่งเป็นพ่อที่แท้จริงถูกจับกุมขณะอยู่กับเด็กทั้งสองคน ตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎรฯ ที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งในพื้นที่ ต.บางเมือง อ.เมือง จ.สมุทรปราการ ซึ่งใช้ที่อยู่ในการจดทะเบียน บ.หมิงหยาง อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด โดยมี นางเยี่ยนฟังฯ เป็นผู้ถือหุ้น ซึ่ง นางเยี่ยนฟังฯ ถูกออกหมายจับในความผิดตาม พ.ร.บ.ทะเบียนราษฎรฯ พบว่ามีการเดินทางออกนอกประเทศไทยไปเมื่อวันที่ 30 กันยายน 2569 ปัจจุบันยังไม่พบการเดินทางกลับเข้าประเทศไทย

ในส่วนของกุมารทิพย์ทั้งหมดจะถูกยกเลิกสูติบัตรและอยู่ในขั้นตอนการยกเลิกสัญชาติ หากขั้นตอนในการยกเลิกสัญชาติสมบูรณ์แล้ว จะย้อนกลับไปอยู่ในสถานะของบุคคลต่างด้าว ทั้งนี้ ไม่สามารถดำเนินคดีตาม พ.ร.บ.คนเข้าเมืองฯ ได้ เนื่องจากเกิดในประเทศไทย แต่จะต้องถูกควบคุมตัวโดยสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองเพื่อผลักดันส่งกลับไปยังประเทศจีนต่อไป

สำหรับปฏิบัติการทลายเครือข่ายพ่อทิพย์นั้น สำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมกับกรมการปกครองเปิดปฏิบัติการมาแล้ว จำนวน 2 ครั้ง ครั้งแรก “ปฏิบัติการ เฟส 1” เมื่อเดือนเมษายน 2569 มีการขออนุมัติหมายจับ 5 หมาย พบกุมารทิพย์ต้องสงสัย 3 คน สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 5 หมาย จับกุมผู้ต้องหา 6 คน เป็นพ่อไทยทิพย์ 3 คน, พ่อชาวจีน 2 คน และเจ้าหน้าที่รัฐ 1 คน ส่วน ครั้งที่ 2 “ปฏิบัติการทลายเครือข่ายพ่อทิพย์” เมื่อเดือนกรกฎาคม 2569 มีการขออนุมัติหมายจับ 48 หมาย และหมายค้น 57 หมาย พบกุมารทิพย์ต้องสงสัย 22 คน สามารถจับกุมผู้ต้องหาตามหมายจับ 38 หมาย ผู้ต้องหา 37 คน เป็นพ่อชาวไทย 17 คน, แม่ชาวจีน 13 คน, พ่อชาวจีน 5 คน, เป็นเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล 1 คน และเจ้าหน้าที่รัฐ 1 คน

ผลการปฏิบัติการในภาพรวม 3 ครั้ง พบลูกทิพย์ต้องสงสัยจำนวนถึง 1,483 คน ในจำนวนนี้มีการดำเนินคดีแล้ว 47 คน และออกหมายจับแม่ชาวจีน จำนวน 34 คน 35 หมายจับ, พ่อชาวจีน จำนวน 16 คน 19 หมายจับ, พ่อไทยทิพย์ จำนวน 43 คน 34 หมายจับ, เจ้าหน้าที่โรงพยาบาล จำนวน 1 คน 4 หมายจับ, เจ้าหน้าที่รัฐ จำนวน 1 คน 4 หมายจับ และมีโรงพยาบาลที่เกี่ยวข้องจำนวน 8 แห่ง ในจำนวนนี้สามารถจับกุมดำเนินคดีแล้วทั้งสิ้น 67 คน 74 หมายจับ

ทั้งนี้ จากปฏิบัติการล่าสุดพบว่ามีเด็กที่แจ้งเกิดเท็จโดยบิดาคนไทยกับมารดาคนต่างด้าวเพื่อได้สัญชาติไทย มีอายุมากถึง 27 ปี ทำให้มั่นใจว่าขบวนการพ่อทิพย์มีการกระทำผิดมายาวนานแล้ว ซึ่งสำนักงานตำรวจแห่งชาติยืนยันว่าจะปฏิบัติการร่วมกับกรมการปกครองและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง เพื่อทลายเครือข่ายพ่อทิพย์เพื่อรับรองบุตรหรือแจ้งเกิดเท็จให้กับเด็กชาวต่างชาติให้ได้รับสัญชาติไทย ป้องกันการนำเด็กเป็นสะพานในการซุกซ่อนตัวตน ถ่ายโอนทรัพย์สิน ฟอกเงิน และใช้สิทธิถือครองอสังหาริมทรัพย์หรือดำเนินธุรกิจในไทยได้อย่างถูกกฎหมาย โดยจะดำเนินคดีขั้นเด็ดขาด รวมทั้งเพิกถอนรายการแจ้งเกิดเท็จและสัญชาติที่ได้มาโดยมิชอบ รวมถึงขยายผลตรวจสอบเส้นทางการเงิน ธุรกิจนอมินี และความผิดอื่นที่เกี่ยวข้องทุกราย