ที่ปรึกษา กมธ.อว. ชู “สุขภาวะดิจิทัล” เป็นวาระยกระดับทุนมนุษย์

ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์

กรุงเทพฯ – เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา นายประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์ ที่ปรึกษาประจำคณะกรรมาธิการการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ทปษ.กมธ.อว.) สภาผู้แทนราษฎร ร่วมงาน Digital Dialogue IRL ณ เกษร อัมรินทร์ กรุงเทพฯ จัดโดย Meta ร่วมกับกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) พร้อมเสนอให้ยกระดับสุขภาวะดิจิทัลเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายพัฒนาทุนมนุษย์ เชื่อมความปลอดภัยออนไลน์กับพัฒนาการของเยาวชน คุณภาพการเรียนรู้ และทักษะชีวิต

นายประเสริฐ กล่าวว่า สมาธิ การคิดวิเคราะห์ และความสามารถในการกำกับตนเอง คือฐานของการเรียนรู้ตลอดชีวิตและการสร้างนวัตกรรม ประเทศไทยจึงต้องลงทุนพัฒนาทักษะเหล่านี้ควบคู่กับโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล โดยเฉพาะในวัยรุ่นที่สมองส่วนเกี่ยวข้องกับการวางแผนและตัดสินใจยังอยู่ระหว่างการพัฒนา การจัดสมดุลระหว่างการใช้สื่อ การนอน และกิจกรรมสร้างสรรค์จึงมีความสำคัญต่อศักยภาพการเรียนรู้

“คุณภาพทุนมนุษย์ในอนาคตขึ้นอยู่กับความสามารถในการเปลี่ยนข้อมูลให้เป็นความรู้ และเปลี่ยนความรู้ให้เป็นการลงมือทำ เราจึงต้องสร้างเยาวชนที่รู้เท่าทันสื่อ มีสมาธิกับสิ่งสำคัญ และกำหนดทิศทางชีวิตของตนเองได้” ทปษ.กมธ.อว. กล่าว และระบุว่า ทิศทางดังกล่าวสอดคล้องกับ UNESCO ซึ่งเปิดตัวคู่มือครอบครัวยุคดิจิทัลในเดือนมิถุนายน ค.ศ. 2026 โดยเน้นการสร้างทักษะรู้เท่าทันสื่อและวิจารณญาณให้เด็กและผู้ปกครอง ขณะที่ WHO ภูมิภาคยุโรปเสนอในปีค.ศ. 2025 ให้ยกระดับสุขภาวะดิจิทัลเป็นวาระสาธารณสุข พร้อมกำกับการออกแบบแพลตฟอร์มที่กระตุ้นให้ใช้งานอย่างควบคุมได้และเพิ่มความรับผิดชอบของผู้ให้บริการ

ประเสริฐ พัฒนผลไพบูลย์

นายประเสริฐ เสนอให้ต่อยอดความร่วมมือเป็นกรอบการเรียนรู้ “รู้เท่าทันสื่อ–กำกับตนเอง–เรียนรู้อย่างมีสมาธิ” ผ่านสามแนวทางสำคัญ (1) บรรจุทักษะชีวิตดิจิทัลในการเรียนรู้จริง ฝึกตรวจสอบข้อมูล เข้าใจการทำงานของอัลกอริทึม จัดการอารมณ์และแรงกดดันทางสังคม พร้อมฝึกตั้งเป้าหมาย จัดสรรเวลา และทำงานอย่างต่อเนื่อง โดยใช้สถานการณ์ใกล้ตัวและให้เยาวชนร่วมออกแบบกิจกรรม

(2) สร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อสมาธิและพัฒนาการ ให้สถานศึกษาและครอบครัวร่วมกำหนดช่วงเรียนรู้ที่ลดสิ่งรบกวน ส่งเสริมการอ่าน กีฬา ศิลปะ และการนอนอย่างเพียงพอ พร้อมพัฒนาครูให้สังเกตปัญหาและเชื่อมต่อบริการช่วยเหลือ ทั้งนี้ ปัญหาสมาธิวอกแวกต้องแยกจากโรคสมาธิสั้น หรือ ADHD ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการประเมินอย่างเหมาะสม ไม่ควรเหมารวมว่าเกิดจากโซเชียลมีเดีย

(3) ให้แพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบต่อคุณภาพการเติบโตของเด็ก ส่งเสริมการตั้งค่าที่ปลอดภัยตามวัย(Teen Account) การควบคุมการแจ้งเตือนและเนื้อหาแนะนำ พร้อมให้มหาวิทยาลัยร่วมประเมินผลต่อสมาธิ การนอน และการเรียนรู้ในบริบทไทย เพื่อพัฒนามาตรการบนหลักฐานและขยายผลอย่างเป็นระบบ

“ความสำเร็จต้องวัดจากการที่เยาวชนจัดการชีวิตได้ดีขึ้น เรียนรู้ได้ลึกขึ้น และเข้าถึงความช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา ภาครัฐ สถานศึกษา ครอบครัว และแพลตฟอร์มต้องร่วมกันสร้างเงื่อนไขเหล่านี้ เพราะการดูแลสมาธิและทักษะชีวิตของเด็กวันนี้ คือการลงทุนในขีดความสามารถของประเทศวันข้างหน้าครับ” ทปษ.กมธ.อว. กล่าว